หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สองขั้วความคิด คือเหตุที่ทำให้ไทยวิกฤติอยู่ในทุกวันนี้

ขอเล่าย้อนถึงภูมิหลังที่มาของ  วิกฤติที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงอยู่ในขณะนี้  ซึ่งเกิดขึ้นจากความขัดแย้งในสังคมไทย ดังนี้

เดิมทีประเทศไทยเราโดยเฉพาะบรรพบุรุษของเรา มีเพียงอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก  ด้วยเหตุว่า เมืองไทยในน้ำมีปลาในนามีข้าว แต่คนไทยที่มีฐานะในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนปลาย ชอบส่งบุตร-ธิดาไปเรียนเมืองนอกเมืองนา ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี แต่แล้วสิ่งที่คาดไม่ถึงก็เริ่มปรากฎชัดขึ้น เมื่อบุตรหลานเหล่านั้นส่วนหนึ่งไปยึดติดกับวัฒนธรรมฝรั่งอย่างงมงาย เช่น เสรีภาพด้านต่าง ๆ โดยไม่ทำการดัดแปลงให้เข้าสังคมไทยซึ่งเป็นสังคมเดิมของตนเอง เมื่อลูกหลานไทยเหล่านั้นกลับมาเมืองไทยอีกครั้ง เพื่อประกอบอาชีพ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะไปรับราชการ หนุ่มสาวไทยเหล่านั้นก็ได้ขยายอิทธิความคิดความเชื่อเหล่านั้นเข้าสู่สมองของคนไทยส่วนอื่น ๆ  จนอาชีพดั้งเดิมที่เป็นเกษตรกรรมค่อยหายไป และมีอาชีพใหม่เริ่มปรากฎขึ้นคือ อุตสาหกรรมต่าง ๆ  อาชีพอุตสาหกรรมส่วนใหญ่แล้วจะต้องพึ่งกลไกการค้ากับต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยเกิดการเชื่อมโยงกับต่างประเทศมากขึ้น เรียกว่า เปิดประเทศ(เกือบเสรี) จนในที่สุดประเทศไทยได้เปิดเสรีด้านการค้าและลงทุนมากขึ้นในสมัยรัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ด้วยนโยบาย แปลงสนามรบเป็นสนามการค้า ทำให้พวกฝรั่งต่างชาติเริ่มนำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น นอกจากมาลงทุนแล้วก็เข้ามาท่องเที่ยว บางส่วนก็เห็นว่าเมืองไทยน่าลงทุนด้านนั้นด้านนี้ ก็คิดลงหลักปักฐานในเมืองไทย โดยหาภรรยาเป็นคนไทย เพื่อใช้เป็นนอมินีในการทำธุรกรรมด้านต่างๆ เพื่อหลีกหนีข้อกฎหมายไทย จนในเวลานี้กลายเป็นค่านิยมอย่างหนึ่งสำหรับผู้หญิงไทยคือ  มีสามีเป็นฝรั่ง เพราะฝรั่งมีเงิน ตัวเองก็ได้สบาย แต่อีกด้านหนึ่งคือ เมื่อฝรั่งมาอยู่เมืองไทยแล้วก็ทำการสร้างนั้่นสร้างนี่ บุรุกโน่นบุรุกนี่ เพื่อจับจองเป็นเจ้าของ  หรืออาจถึงขั้นทำลาย โดยมีคนไทยคอยรับใช้พวกต่างชาติในขั้นตอนบุรุกหรือทำลาย ซึ่งจัดว่า เป็นการกระทำที่ไม่เป็นมิตรกับธรรมชาติเอาเสียเลย จนตอนนี้พื้นที่ริมทะเลเกือบทั้งหมดเป็นของฝรั่งหมดแล้ว (ภูเก็ต เกาะสมุย เกาะพะงัน) อีกหน่อยลูกหลานไทยจะไม่มีที่อยู่ที่ยืนกัน คนไทยที่ชอบเงินฝรั่งต่างชาติก็ให้การช่วยเหลือสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะตัวเองได้ประโยชน์ จะถูกจะผิดไม่เกี่ยวขอให้ได้เงินหรือผลประโยชน์ตัวอื่นเป็นพอ จะเห็นได้ว่าชุดความคิดที่ต้องการพัฒนาประเทศโดยยึดวิธีการค้าขายตามหลักทุนนิยมที่กล่าวมานั้น น่าจะกลายเป็นการทำลายประเทศในท้ายที่สุดเสียมากกว่า(พัฒนา) เพราะใช้ความอยากเป็นหลักกระตุ้นและนำทาง คนไทยกลุ่มนี้อยากจะเรียกว่า "กลุ่มหัวก้าวหน้า"

ข้อดีประการหนึ่งสำหรับแนวคิดการพัฒนาประเทศด้วยหลักทุนนิยมคือ บรรลุผลสำเร็วได้เร็ว แต่มันมีข้อเสียก็คือว่า ไม่มีความมั่นคงในระยะยาวและมีความเสี่ยงสูง ซึ่งมันก็เป็นหลักธรรมดาตามที่ทราบกัน อะไรที่ทำเสร็จเร็วมักไม่ค่อยได้คุณภาพ แต่อะไรที่ค่อย ๆ ทำค่อย ๆ ประดิษฐ์ จะออกมาสวยสดงดงามเสมอ

ในขณะอีกด้านหนึ่งของสังคมไทย มีคนไทยอีกส่วนหนึ่งที่มีความสุขอยู่กับการทำเกษตรก็มีความคิดความเชื่อว่า คนกับธรรมชาติต้องอยู่แบบพึ่งพากัน คนไทยที่ยังยึดอาชีพนี้ ส่วนใหญ่จะยึดติดกับหลักจารีตประเพณีดั้งเดิมเอาไว้ เราจะเรียกคนไทยกลุ่มนี้ว่า "กลุ่มหัวอนุรักษ์" คนไทยกลุ่มนี้มีความภาคภูมิใจกับชาติกำเนิดของตัวเองและบรรพบุรุษ ธำรงรักษาไว้ซึ่งมรดกต่าง ๆ จากบรรพบุรุษได้เป็นอย่างดี เช่น พระพุทธศาสนา  คนไทยส่วนนี้เชื่อว่า เราสามารถพัฒนาประเทศได้ แต่ต้องค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป และต้องเป็นการพัฒนาที่ยั่่งยืน ไม่ฉาบฉวย มีธรรมะเป็นหลักนำทาง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ

จะเห็นได้ว่าสองขั้วความคิดนี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง กลุ่มหนึ่งต้องการความสำเร็วแบบรวดเร็ว อีกกลุ่มค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไปไม่ต้องรีบ เพราะรีบแล้วพังมันไม่คุ้ม จนความขัดแย้งนี้ได้พัฒนามาถึงจุดที่เรียกว่า ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกันอีกต่อไป เพราะฝ่ายหนึ่งต้องการทำลายเพื่อสร้างกำไรในด้านการค้า แต่อีกฝ่ายต้องการจะรักษาไว้เป็นมรดกให้ลูกหลาน และนับจากนี้ไป สงครามประชาชนก็จะเริ่มต้นขึ้น โดยมีสาเหตุจากความคิดสองแนวทางที่ขัดแย้งกันทางสังคมและเศรษฐกิจตามที่กล่าวมา คือระหว่างกลุ่มหัวก้าวหน้ากับกลุ่มหัวอนุรักษ์  แต่ใช้ประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองมาบังหน้า ตามในภาพสามารถอธิบายได้ดังนี้



ความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้เกิดจากคนไทย 3 กลุ่มมีความขัดแย้งกัน กลุ่มคนไทยทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนิยมทักษิณ กลุ่มต่อต้านทักษิณ และกลุ่มรอแทงกั๊ก (เอาไว้วันหลังจะเขียนอธิบายเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองใหม่อีกที) เมื่อมองสภาพสังคมไทยในเวลานี้จากทั้งสองมิตินี้(มิติความขัดแย้งทางสังคมและเศรษฐกิจ กับ มิติความขัดแย้งทางการเมือง) เราจะสโคปได้ชัดว่า กลุ่มนิยมทักษิณคือกลุ่มหัวก้าวหน้า และกลุ่มต่อต้านทักษิณคือกลุ่มหัวอนุรักษ์ ถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้ มันก็สูสี ดูไม่ออกว่าฝ่ายไหนจะชนะ แต่ต้องไม่ลืมว่า ยังมีกลุ่มคนไทยที่มีความขัดแย้งทางการเมืองอีกกลุ่มนั่นก็คือ กลุ่มรอแทงกั๊ก กลุ่มนี้เป็นพวก อะไรก็ได้ ที่กลุ่มตัวเองได้ประโยชน์ก็สมยอมได้หมด แม้พยายามจะสร้างภาพว่า เป็นพวกมีหลักการหรือมีแนวทางเป็นของตัวเองแต่เนื้อในแล้วไม่ใช่ ในวันนี้กลุ่มนี้จึงมีบทบาทเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากตัดสินเลือกแนวทางไหน แนวทางนั้นก็จะชนะทันที

ถามว่ากลุ่มรอแทงกั๊ก ไม่มีแนวทางเป็นของตัวเองเลยหรือ ตอบว่า มี แนวทางของเขาคือ กลุ่มไหนให้ประโยชน์แก่เขา เขาก็เลือกแนวทางนั้นอีกที ผมก็เลยตั้งชื่อว่ากลุ่มรอแทงกั๊ก ซึ่งน่าจะเหมาะสมที่สุด ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ กลุ่มนี้คิดนอกกรอบจนตกขอบ เช่น อยากได้การเมืองใหม่ที่เป็นการเมืองน้ำดีซึ่งมันไม่มีในชาตินี้และชาติไหน เพ้อเจ้ออยู่ในโลกอุดมคติของตัวเอง ทำให้ไม่ค่อยมีเครื่องไม้เครื่องมือในการต่อสู้บนเวที(แต่ถ้าข้างเวทีมีเยอะ) พอไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือก็ทำเป็นวางท่าอยู่เฉย ๆ แต่สายตากำลังสอดส่องหาโอกาสและพร้อมที่จะฉกฉวยอยู่ตลอดเวลา ทางออกของประเทศไทยจึงรำไร เพราะไม่รู้ว่าแนวคิดไหนจะเป็นฝ่ายชนะ เนื่องจากต้องมารอการตัดสินใจของอีกกลุ่มว่าจะเอาอย่างไร มันเหมือนกับกลุ่มรอแทงกั๊กสีเหลืองข้างล่าง เป็นผู้หญิงที่รักผู้ชายสองคนคือสีสีม่วงกับสีเขียวข้างบน แล้วก็ลังเลใจเลือกไม่ถูกว่าจะเอาคนไหน ถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็คือ นิยายรักสามเส้า ที่ใครหลายคนบอกว่า "น้ำเน่า" ซึ่งสังคมไทยตอนนี้มันก็เน่าจริง ๆ ด้วยเหตุประการฉะนี้ แต่จุดจบของนิยายน้ำน่าประเภทรักสามเส้า  มักจบไม่ค่อยสวยเสมอ ดังนั้นทางออกจากความขัดแย้งในสังคมไทย ก็จะจบแบบไม่สวยเช่นกัน โปรดติดตามอย่ากระพริบตา


วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

หลายท่านคงไม่อยากเชื่อว่า เรามีเพื่อร่วมชาติแบบนี้

http://www.oknation.net/blog/oudsoft/2012/07/31/entry-1

หลักฐานที่ชี้ชัดว่า มวลชลคนรักทักษิณ โง่ ได้หลุดออกมาจากปากทักษิณแล้ว

http://www.oknation.net/blog/oudsoft/2012/07/27/entry-1

สติปัญญาโง่ ๆ ของคนรักทักษิณ







คนรักทักษิณแกล้งลืมไปว่า...
- ลุงชวนแกใช้หนี้ไปหลายงวด จนเหลือไม่กี่งวดก็จะหมดอยู่
แล้ว... แต่ทักษิณมาพูดเอาเป็นผลงานตัวเอง
- เงินคงคลังเพียบ แต่ก็ยังน้อยกว่าลุงชวน หรือ พี่มาร์คเยอะแยะ
- สนามบินมีแต่เรื่องอื้อฉาวเรื่องทุจริตเต็มไปหมด แถมสร้างเสร็จ taxiway ร้าวววว
- คนรากหญ้ามีหนี้มากขึ้น ลืมตาอ้าปากได้ตรงไหน
- 30 บาทรักษาทุกโรคด้วยยาพารา มันรักษาจนคนตายไปเท่าไร หมอลาออกไปเท่าไร โรงพาลเจ๊งไปเท่าไร ไม่เห็นมีควายแดงตัวไหนพูด
- มันไม่ต้องจ่ายดอกให้แขกแค่บางคนเท่านั้นครับ แต่ชาวบ้านก็ยังมีหนี้มากขึ้น
- ส่งเด็กดีไปเรียนเมืองนอกได้อำเภอละคนจริงหรือ แล้วมีกี่คนที่ประสบความสำเร็จกลับมา?
- ตอนสึนามิมา แทบไม่เห็นหน่วยงานรัฐบาลของทักษิณลงไปเลยด้วยซ้ำ ส่วนใหญ่มีแต่อาสาทั้งนั้น
- ไม่คิดว่ามันจะเอา GDP มาคุยนะเนี่ย...สงสัยมันไม่เคยดูสถิติ
- คนไทยที่ว่าคงหมายถึงนักการเมืองและพ่อค้าคนกลาง

สิ่งทีทักษิณชอบเอาดีใส่ตัวแล้วโยนชั่วให้กับคนอื่น ตอน ทักษิณใช้หนี้ IMF

การกระทำที่เรียกว่า "เอาดีใส่ตัวแล้วโยนชั่วให้กับคนอื่น" เป็นสิ่งที่ทักษิณถนัดนัก ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่า ตัวเองไม่สามารถสร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริงได้ ก็เลยใช้วิธีไปหยิบผลงานคนอื่นมาตกแต่งนั่นนี่นู็้นนิดนิดหน่อยหน่อยแล้วบอกว่า เป็นผลงานตัวเอง ผ่านทางวิธีโฆษณาชวนเชื่อ สร้างความเข้าใจผิดให้ผู้คน ตบตาคนโง่ซึ่งผ่านอยู่หรอก แต่มันไม่มีทางตบตาคนดี ๆ ที่เสียภาษีได้หรอก มาดูรายละเอียดกันเลยเรื่อง ทักษิณใช้หนี้ IMF

ปี2540 สมัยรัฐบาล พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ถูก จอร์ช โซลอส โจมตีค่าเงินบาท และรัฐบาลได้ทุ่มเงินกว่า3หมื่นล้านเหรียญต่อสู้ เพื่อพยุงค่าเงินบาทไว้ แต่ผลปรากฏว่าแพ้อย่างราบคาบ จนเงินทุนสำรองเหลือเพียง 800 ล้านเหรียญซึ่งมีผลทำให้เครดิต ของประเทศไม่เป็นที่ยอมรับเพื่อจะทำการค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลชวลิต ต้องลอยค่าเงินบาทเป็นผลให้ ค่าของเงินตกต่ำอย่างสุดขีด จากเดิม 25 บาทล่วงไปถึง56บาทต่อ1ดอลล่าร์ และเป็นเหตุให้ รัฐบาล พล.อ.ชวลิต จำเป็นต้องกู้เงินจาก IMFมาเพื่อพยุงสถานะของประเทศเมื่อ 22 กรกฎาคา 2540 จำนวน 17200 ล้านเหรียญ และจากการกู้เงินนี้ ทำให้ประเทศต้องอยู่ในเงินไขของIMF หรือที่เรียกกันว่าLOI ในทุกครั้งที่ไปเบิกเงินกู้และหลังจากทำสัญญาเงินกู้ได้ 2 วัน ทักษิณ ชินวัตร ก็เข้าร่วมเป็นรองนายกรัฐมนตรีโดยดูแลด้านเศรษฐกิจ

มีข้อสังเกตุที่น่าสนใจ ในช่วงลอยค่าเงินบาท จาก25บาทต่อเหรียญเป็น 56 บาทต่อเหรียญซึ่งตอนนั้น บริษัทต่างๆกู้เงินตราต่างประเทศมาลงทุน ล้มทั้งยืน มีหนี้สินเพิ่มขึ้นเท่าตัว อาทิเช่น ปูนซีเมนต์ไทย ทีพีไอ เป็นต้น แต่ ไทยคม ของ ทักษิณ ชินวัตร กลับไม่กระทบเลย จนเป็นที่มาของคำพูด นายเสนาะเทียนทอง ที่ว่า คนบางคนยอมเผาบ้านเผาเมืองตนเองเพื่อความร่ำรวย

หลังจากกู้เงินIMFแล้ว รัฐบาล พล.ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งมี ทักษิณ ชินวัตร เป็นรองนายกรัฐมนตรี พยายามแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่และได้เบิกเงิน จากIMF มา2งวดแล้ว จำนวนเงิน4000ล้านเหรียญ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเสรษฐกิจได้ จนต้องยอม ลาออกไปในปลายปี2540

ปี2541 รัฐบาลชวนเข้ามาบริหารงานแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจต่อ และได้เบิกเงินกู้เพิ่มอีก9ครั้ง เป็นจำนวนเงินรวม 10000 ล้านเหรียญ

สรุป รัฐบาล พล.อ. ชวลิต รวมกับ รัฐบาล ชวน กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในครั้งนี้ รวมทั้งสิ้น 4000+10000 = 14000 ล้านเหรียญสหรัฐ (น้อยกว่าที่ทำสัญญากู้กับ IMF 3200 ล้านเหรียญ)

ตั้งแต่ปลายปี 2543-2545 เงินกู้จำนวนดังกล่าวได้ถูกทยอยใช้หนี้มาโดยตลอด จนเหลือหนี้ 4800 ล้านเหรียญ

รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ได้ตัดสินใจใช้หนี้ส่วนที่เหลือทั้งหมด ในปี 2546 จำนวนเงิน 4800 ล้านดอลล่าร์ โดยแบ่งจ่ายเป็น 3 งวดๆละ 1600 ล้าน ซึ่งก่อนกำหนดสัญญาไว้ 2 ปี

ประเด็นที่ต้อง วิเคราะห์คือ การที่ ทักษิณ ชินวัตร ตัดสินใจใช้หนี้ก่อนถึงกำหนด 2 ปี มีผลดี หรือ ผลเสีย กันแน่ถ้าใช้หลักทางเศรษฐศาสตร์

ในปี 2546 ดอกเบี้ยเงินฝากภายในประเทศเฉลี่ยปีละ 8% ในขณะที่IMF คิดดอกเบี้ยจากเราแค่ 0.25% และอีกประการหนึ่งที่สำคัญคือ ถ้าจ่ายหนี้ก่อนกำหนด ต้องเสียค่าปรับอีก 2%

ถ้าตอนนั้น เรามีเงิน 4800 ล้านเหรียญ แปลงเป็นเงินไทย อัตราแลกเปลี่ยนตอนนั้น 41 บาทต่อดอล่าร์ คิดเป้นเงินไทย 196,800 ล้านบาท เอาฝากธนาคารไว้ 2ปี หักภาษีแล้วจะได้ ดอกเบี้ย ประมาณ 28000 ล้านบาท และ เสียดอกเบี้ยให้ IMF 2ปี จำนวน 984 ล้านบาท คงเหลือกำไร กว่า 27000 ล้านบาท

แต่ ทักษิณ เลือกที่จะใช้หนี้ก่อน ผลคือ เราเสียค่าปรับ 2% จำนวน 3936 ล้านบาท ลดดอกเบี้ย 2ปีลงได้ 984 ล้านบาท ถ้าเอาค่าปรับที่เสีย ลบด้วยดอกเบี้ยที่ไม่ต้องจ่าย จะเหลือ ค่าปรับ 2952ล้านบาท

คำถามก็คือ ถ้า ณ.วันนั้น ประเทศเรามีเงินสด 4800 ล้านเหรียญ หรือ 196,800 ล้านบาท เรายังไม่ชำระหนี้ แต่ฝากในธนาคารไว้เราจะได้ดอกเบี้ย เพิ่มขึ้นฟรีๆประมาณ27000 ล้านบาท แต่ถ้าเราชำระหนี้ก่อนกำหนด เราต้องเสียเงินเพิ่มอีก 2952 ล้านบาท

คำถามก็คือ ประเทศได้อะไร จากการตัดสิ้นใจครั้งนี้ จะว่า เพราะทำให้ประเทศพ้นจากหนี้สิน แต่เมื่อไปดูข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย กลับปรากฏว่า เงินจำนวน4800ล้านเหรียญ ที่ ทักษิณ ชำระหนี้นั้น ส่วนหนึ่ง กลับเป็นเงินกู้จาก เอ ดี บี และเมื่อดูหนี้ สาธารณะของประเทศ ณ.ปี 2546 หลังจากจ่ายเงินคืน IMF หมดแล้ว กลับเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับหนี้สาธารณะช่วงปลายรัฐบาล ชวน2 ส่งไม้ให้กับ รัฐบาล ทักษิณ1 ถึงกว่า4000ล้าน

คำถามที่คาใจจริงๆคือ หนี้สินของประเทศกHไม่ได้ลดลงจากการใช้หนี้IMF แล้ว ทักษิณ ไปกู้ เอดีบี มาเพื่อใช้หนี้ IMF ทำไม

อีกคำถามหนึ่งคือ ทักษิณ ประกาศให้ชาวบ้านรู้กันทั้วว่า เขาเป็นคนใช้หนี้IMF ทั้งๆ ตอนไปเบิกเงินกู้ก้อนที่1 และก้อนที่2 เขาเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชวลิต และการที่ใช้หนี้ก่อนกำหนด ประเทศต้องเสียค่าปรับตั้ง2%ซึ่งเป็นเงินถึง 3636 ล้านบาท

เปิดคำพิพากษาไขความลับ'โภคิน-ทักษิณ' ลดค่าเงินบาทใครได้ประโยชน์ 
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=166
"ทักษิณ" ไม่ใช่วีรบุรุษ กรณีใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ
http://www.pantown.com/market.php?id=20 ... ction=view
แฉ ทักษิณ ตั้งวินมาร์คซุกกำไรเงินบาทลอยตัวสมัย บิ๊กจิ๋ว 
http://tnews.teenee.com/politic/514.html
รวมข้อเขียนเรื่อง ความจริงคือ...การปลดหนี้ IMF ไม่ใช่ผลงานคุณทักษิณ
http://www.oknation.net/blog/benz/2007/08/01/entry-1


-----------------------------------------------

ความเห็นเพิ่มเติม

ทักษิณปลดหนี้ IMF ได้จิง 555++ ถามหน่อยแม่งเอาเงินมาจากไหนว่ะ มันก็เอาเงินมาจาก"กองพระคลัง" แล้วที่ประชาธิปัตย์ออกมาเป็นฝ่ายค้านมันก็ถูก เพราะคนที่นำเงินเข้ากองพระคลัง คือ >>นายชวน<<

แล้วตอนนี้อารัยว่ะ เงินในพระคลังหมดแล้ว ติดลบแล้ว..แล้วรู้ไรมั้ย พอติดลบแล้ว ทักษิณหากินไงอีก มันก็ออกธนบัตรออกมา ใบละหมื่น แสน ล้าน พอซื้อแล้วเก็บไว้ (คนที่ซื้อก็ได้ดอกเบี้ย) แล้วพอแม่งขายหมด มันก็เอาเงินมาหมุน แล้วไง พอหมดก็มาออกธนบัตรอีก งี้แม่งไม่ติดลบได้ไง 

ดูทักษิณดิ..เป็นนายก วันนึงดอกเบี้ยได้วันละล้าน แต่ ชวน ถึงแม้ไม่มีบทบาทมาก จากการเป็นนายก 3 ปี ชวนได้เงินเพิ่มขึ้นมา แค่ 1 ล้าน ((ทักษิณได้กี่เท่า))

แล้วรู้ได้ไงว่ะ ถามหน่อย..ว่าสิงคโปร์ เอาเงินมาให้ประเทศ มองอารัยมองยาวๆ มันไม่ได้ให้เรา ไม่ได้ให้ประเทศ แต่มันให้ทักษิณ! ทักษิณขายหุ้น AIS ถามหน่อยใครได้..ทักษิณให้ประเทศมั้ย? 

แล้วเรื่องที่ก่อม๊อบประท้วง* เค้าต่อต้านขนาดนี้แล้ว ทำไมไม่ลาออก อยู่ทำไม? พราะอะไรรู้ม่ะ เพราะสิงคโปร์ไง ถ้าทักษิณลาออก เสถียรภาพการซื้อหุ้นจะเป็นไง คิดดู... ถึงชวนจะไม่ค่อยมีบทบาท แต่ก็รู้จักใช้เงิน รู้จักเก็บเงินเข้ากองพระคลัง แล้วทักษิณหล่ะ..คุณทำอะไร?

นอกจากดึงเงินออกมาใช้ ...คนไทยเป็นหนี้เท่าไหร่... บอกให้นู้นให้นี่..แล้วงัยหล่ะ! ต้องกลับมาใช้หนี้อีก* แต่พวกก่อม๊อบ มันก็ไม่ใช่ว่าถูกหรอก แต่ถามหน่อย?? เหตุผลอะไรก่อหล่ะ ถ้าไม่อยากบีบให้ทักษิณออก ใครอยู่ว่าง ๆ จะมาสร้างสถานการณ์ทำไม พิจารณาเองนะ คนไทยไม่ตามใคร 

วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

นิยาม "สลิ่ม" ตามพจนานุกรรมคนเสื้อแดง


คนเสื้อแดงให้คำกำกัดความของคำว่า "สลิ่ม" เอาไว้ดังนี้

"สลิ่ม" คือ ...
บุคคลที่หลงคิดว่าตนมีสติปัญญา คุณสมบัติ ความเชื่อ ค่านิยม หรือจริยธรรมเหนือกว่าผู้อื่น ทว่าแท้จริงกลับไม่มีความคิดเป็นของตนเอง ไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน ไม่สามารถใช้ตรรกะหรือแสดงเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์ได้ จึงมักอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือมีความเชื่อที่ผิดอยู่เสมอ ทั้งยังปากว่าตาขยิบ มีอคติและความดัดจริตสูง เกลียดนักการเมือง และไม่ชอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน


"สลิ่ม" มาจาก ...
บุคคลที่อ้างว่าเกลียดเสื้อแดง แต่ไม่ยอมรับว่าตนเป็นเหลืองพันธมิตร บุคคลเหล่านี้เมื่อรวมตัวกันมักสวมเสื้อหลากสีสัน และดูเหมือนของหวานประเภทหนึ่ง

ผมได้เห็นนิยามอันนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่ค่อยมีเวลามานั่งวิเคราะห์ว่าจริงหรือไม่จริงอย่างไร ในตอนนั้นคิดว่าคงจะมีใครสักคน(ที่เก่งกว่าผม)จะมาช่วยคลี่คลายความหมายเหล่านี้ให้ผมและคนอื่นได้กระจ่างสักที แต่ก็รอ ๆ รอจนลืม แล้วมาเจอนิยามอันนี้อีกเมื่อวาน เลยตัดสินใจวิเคราะห์ความหมายมันเสียเอง(เพราะขี้เกียจรอแล้วและจะขอแสดงว่าตัวเองเป็นคนเก่งสักที) ผิด-ถูกประการใดติชมได้  โดยจะทำการวิเคราะห์ความหมายเหล่านั้นออกเป็น 2 ท่อน เพื่อความกระจ่างชัด ดังนี้

ในนิยามท่อน "สลิ่ม" คือ ...  ดูแล้วมันเหมือนจะคลุมเคลือ จึงขออธิบายเพิ่มเติมดังนี้
1. บรรดา "สติปัญญา คุณสมบัติ ความเชื่อ ค่านิยม หรือจริยธรรม" ที่สลิ่มมีนั้น มันไม่เหมือนกับที่เขามี คือมันมีต่างกัน คนเสื้อแดงเขาเข้าใจว่าที่เขามีนั้นมันถูกต้องแล้ว  แต่พอเอาของตัวเองไปเทียบกับพวกสลิ่มแล้วมันงง มันเข้าใจยาก เลยตีความว่า บรรดาสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นของสลิ่มนั้นมันไม่ถูก พวกเขามิอาจรับได้ ... 
ก็มันจะถูกได้ไงล่ะครับ คนเสื้อแดงยุ่งเหยิงกับการเล่นหวยเล่นการพนัน พอเอาของสลิ่มมาเทียบเขาจึงรับไม่ได้ไง ฮาขี้แตกขี้แตน

2. ไม่มีความคิดเป็นของตนเอง ไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน อันนี้คนเสื้อแดงเขาหมายความว่า ถ้าไม่มีจุดยืนรักทักษิณอย่างชัดเจนเหมือนอย่างพวกเขาก็แปลว่า คนนั้นคือ "สลิ่ม"

3. สลิ่มชอบอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ชอบอ้างหลักวิชาทางวิทยาศาสตร์ อีนนี้ยิ่งฮาใหญ่ เพราะที่เห็นไม่ทราบใครล่ะ ที่ชอบไปนั่งไหว้ หมู หมา ปลา ไก่ คางคก เต่า กบ สารพัด เพื่อขอเลขเด็ด เคยคิดสงสัยบ้างหรือเปล่าว่า ทักษิณเอาเงินจากไหนไปแจกให้กับตัวเอง ถ้าฉุกคิดแบบวิทยาศาตร์สักนิด ก็คงกระจ่างว่าทำไมบ้านเมืองถึงได้วุ่นวาย แต่นี่ไม่คิดเพราะคิดไม่เป็น ดีแต่ประดิษฐ์วาทะกรรมมาบิดเบือน ให้ร้ายฝ่ายตรงข้ามเพื่อหลอกรากหญ้าฝ่ายตนเองให้โง่ต่อไป ...
แต่ก็อย่างว่า รากหญ้าเสื้อแดงเขาฉลาดแบบหลุดโลกอยู่แล้ว

4. ปากว่าตาขยิบ ถ้าจะพูดกันแบบตรง ๆ ก็คือ คนเจ้าเลห์นั่นเอง คนหาเช้ากินค่ำแต่มีความสุขและรู้จักพอ คนเหล่านี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปเจ้าเลห์กับคนอื่นหรอก  แต่ไอ้คนที่ชอบเล่นการพนันเป็นชีวิตจิตใจนี่สิ  โครตเจ้าเลห์

5. มีอคติและความดัดจริตสูง คนที่ชอบแต่งตัวแบบดูดีโกหรูแต่พอลับหลังก็เข้าบ่อน แบบเขาเรียกว่าอะไร คนฐานะยากจนแต่ขี้เกียจ ทำเป็นอย่างเดียวคือแบมือขอเงินจากนักการเมือง แบบนี้เขาเรียกว่าอะไร พอคนอื่นทักท้วงว่าทำอย่างเท่ากับนั่นเป็นการขายเสียงก็โกรธ แบบนี้เขาเรียกว่าอะไร สามคำถามนี้ตอบแบบวิทยาศาสตร์หน่อยได้ไหมจ๊ะพ่อคุณแม่คุณเสื้อแดงทั้งหลาย

6. เกลียดนักการเมืองและไม่ชอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน อันนี้น่าถูกสักข้อ เพราะนักการเมืองในเครือข่ายทักษิณชอบยักยอกเงินภาษีแล้วเอาไปจ่ายให้กับรากหญ้าฐานคะแนเสียงตัวเองเพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่ภาษีเรียกเก็บจากคนทุกคนทุกฝ่าย แบบนี้จะไม่ให้เกลียดนักการเมืองระบบตัวแทนที่สังกัดพรรคของทักษิณมันก็บ้าแล้ว ลองถามตัวเองซิว่า ถ้าตัวเองโดนเอาเปรียบนั้นแล้วตัวเองจะยอมไหม ขอช่วยตอบแบบวิทยาศาสตร์ด้วยนะ

ส่วนในท่อนที่ "สลิ่ม" มาจาก ... ท่อนนี้ถูกทั้งหมดและจะไม่ขอกล่าวถึง ยกผลประโยชน์ให้จำเลย

วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ภูมิหลังแกนนำคนเสื้อแดง



พรรคการเมืองในสังกัด ทักษิณ กี่พรรคต่อกี่พรรคแล้วที่ต้องการจะยุบพรรคคู่แข่งอย่างพรรคประชาธิปัตย์  แต่ยุบไม่ได้สักที แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า พรรคในสังกัดทักษิณ กลับถูกยุบเสียเองแบบยกเข่ง ไม่ว่าทักษิณจะสร้างมาสักกี่พรรคก็ถูกยุบเรียบ ไม่เว้นแม้แต่พรรคเพื่อไทยปัจจุบัน ก็คงจบแบบเดียวกับสองพรรคก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน (จากกรณีกรรมการบริหารพรรคทำผิดกฎหมายเลือกตั้งว่าด้วยคุณสมบัติของนายจตุพร พรหมพันธ์ ซึ่งศาลได้วินิจฉัยให้นายจตุพรพ้นจากสมาชิกภาพ ส.ส.แล้ว เหลือแต่พิสูจน์ให้ได้ว่ากรรมการบริหารพรรคจงใจใช้เอกสารแสดงคุณสมบัตินายจตุพรเป็นเอกสารเท็จ)

สำหรับคนดี ๆ เพียงแค่นี้ก็รู้์ได้แล้ว่า พรรคไหนคือ ขี้ พรรคไหนคือ ทอง ที่ควรอยู่คู่แผ่นดินไทย

แต่ก็ยังมีคนไทยไม่น้อยที่ยังหลงไหลพรรคที่ทักษิณสร้างขึ้น และเกลียดพรรคประชาธิปัตย์อย่างเข้ากระดูกดำ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เคยสงสัยบ้างไหมครับ? นี่คือสาเหตุความเป็นมาที่ทำให้ต้องเขียนถึงเรื่องนี้

ประเด็นปัญหาของเรื่องนี้มันสืบเนื่องมาจากในอดีต พรรคประชาธิปัตย์ได้สร้างศัตรูเอาไว้มาก ศัตรูที่ว่าก็มาจากเนื้อในของประชาธิปัตย์เอง เนื่องจากว่าคนที่จะอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ได้ต้องเป็นคนดี ถ้าไม่ดีจริงก็อยู่ไม่ได้ ที่ผ่านมามีคนที่ไม่ดีจริงเดินออกจากประชาธิปัตย์ไปเยอะแยะ อย่างเช่น สมัคร เฉลิม จาตุรนต์ วีระ-มุสิก ยุทธ-ตู้เย็น จักรพันธ์-ยม สุรพงษ์-โต นพดล-ปัท ฯลฯ สุดท้ายคนเหล่านี้เป็นอย่างไรกันบ้างก็คงเห็นกันอยู่  สิ่งหนึ่ง คนเหล่านี้แค้นพรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่างยิ่งและ แค้นมาช้านาน และจะทำทุกอย่างเพื่อเอาคืนจากพรรคประชาธิปัตย์ที่ทำกับตนเองเอาไว้  ไม่ว่าจะไปตั้งพรรคการเมืองเอง หรือไปสังกัดพรรคอื่นก็ตาม แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอดสู้(ประชาธิปัตย์)ไม่ได้ ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะ คนเหล่านี้เป็นคนชั่ว(ในคราบคนดี)มาตั้งแต่แรกนั่นเอง

นอกจากศัตรูที่เกิดจากคนไม่ดีภายในพรรคแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ยังมีศัตรูอีกด้านหนึ่ง เป็นที่รู้ ๆ กันดีอยู่แล้วว่า คนภาคใต้อย่างไรก็เลือกพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้นใครที่อยากเป็นผู้แทนก็ต้องเข้าสังพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นถึงจะได้เป็นผู้แทน ดังนั้นมีคนที่ผิดหวังที่เกิดจากกรณีนี้ไม่น้อย เช่น จตุพร ณัฐวุฒิ ก่อแก้ว เด็จพี่-พร้อมพัง คนเหล่าล้วนเกลียดพรรคประชาธิปัตย์เข้ากระดูกดำไม่แพ้กลุ่มแรก คนใต้ที่เป็นแบบนี้ยังมีอีกเยอะแยะ บางคนทำอะไรประชาธิปัตย์ไม่ได้ก็อยู่เฉย ๆ บางคนก็บิดเบือนความจริงให้ร้ายประชาธิปัตย์ บางคนก็ทำลายประชาธิปัตย์ ดังที่เห็นจากคนกลุ่มนี้เป็นแกนนำของคนเสื้อแดง เขาพยายามจะแสดงให้คนทั่วไปได้ทราบว่า กูมีดีพอ กูไม่ง้อประชาธิปัตย์ และกูจะทำลายประชาธิปัตย์ทันทีที่มีโอกาส 

จากภาพรวมทั้งหมดที่กล่าวมา ซึ่งชัดเจนแล้วว่า กำพืดหรือภูมิหลังแกนนำคนเสื้อแดง ส่วนใหญ่เป็นคนใต้ที่อกหักจากประชาธิปัตย์ และต้องการแก้แค้นประชาธิปัตย์เป็นเดิมทุน ขึ้นชื่อว่าไฟแค้น เมื่อมันถูกจุดติดขึ้นในใจใครก็แล้วแต่ มันมีร้อนร้นจนหมอดไหม้กลายเป็นจุล คนพวกนี้ก็เช่นกัน เขาไม่เคยสนใจวิธีการเลยว่า การกระทำใด ๆ เพื่อต้องการแก้แค้นนั้นมันผิดหรือถูกกฎหมาย ขอเพียงให้สมใจปราถนาเป็นพอ เอกลักษ์ความสามารถประจำตัวสิ่งหนึ่งที่พวกเขาเหล่านี้มีก็คือ การพูดจาโป้ปดมดเท็จเป็นนิจศิล เพื่อมอมเมาให้คนเสื้อแดงระดับรากหญ้าเชื่อในสิ่งที่พูด(เท็จ) ในขณะคนเสื้อแดงระดับรากหญ้าก็ใช่ย่อย กล่าวคือ จนแต่อยากรวยด้วยวิธีโง่ ๆ ต่างก็เชื่อข้อมูลเหล่านั้นโดยหาได้พิจารณาแยกแยะไม่ เพราะพวกเขาเป็นคน ขี้เกียจในทุกเรื่อง คือ ขี้เกียจทำงาน ขี้เกียจคิด ก็คือโง่นั่นเอง (15 ล้านเสียงเป็นแบบนี้แทบทั้งสิ้น) คนโง่เมื่อมาอยู่คู่กับคนโกง(แกนนำ) มันมีพลานุภาพในการทำลายล้างที่สูงมาก ตามที่ได้เคยปรากฎให้เห็นกันมาแล้วเมื่อช่วงปี 52-53 ที่ผ่านมา มวลชนรากหญ้าถูกหลอกให้มาบาดเจ็บล้มตายหรือไม่ก็ติดคุก ส่วนแกนนำแม้จะตกเป็นจำเลยในคดีต่าง ๆ มากกมาย แต่ก็คุ้มค่าเพราะได้รับการปูนบำเหน็จจากเจ้าของพรรคเพื่อไทยด้วยการให้เป็น ส.ส. ในสังกัดสมใจอยาก จตุพรและณัฐวุฒิ สองคนนี้ถ้าลงสมัคร ส.ส.แบบเขตที่นครศรีธรรมราช คงจะได้แค่คะแนนเดียว(คะแนนเสียงของตัวเอง) ซึ่งมันทั้งคู่ก็รู้ตัวเรื่องนี้ดี มันเลยไปลงบัญชีรายชื่อของพรรคในสังกัดทักษิณแทน เพื่อให้ได้ขึ้นชื่อว่า เป็นคนใต้ที่ได้เป็น ส.ส. (แบบไหนก็ได้)โดยไม่ต้องพึ่งพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถือว่าเป็นความสะใจอย่างสูงสุดที่ได้แก้แค้นพรรคประชาธิปัตย์ ตามเจตนารมณ์ที่อยู่ในกมลสันดานมาแต่ก่อน ซึ่งก็สมใจหมาย มิหนำซ้ำณัฐวุฒิยังได้ปูนบำเหน็จอีกขั้นด้วยตำแหน่ง รตช.เกษตรฯ อีกตำแหน่ง แหม น่ายินดีกับแกนนำคนนี้เสียจริง ๆ  ซึ่งในเรื่องนี้จริง ๆ แล้วไม่ได้ไกลกว่าที่ใครต่อใครหลายคนคาดการณ์เอาไว้เลย

นี่ล่ะครับคือกำพืดที่แท้จริงของพวกแกนนำคนเสื้อแดง

และนี่คือตัวอย่าง พวกอกหักจากประชาธิปัตย์
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1301372216&grpid=01&catid=no