ข้อเท็จจริงกรณี ปรส.
ทักษิณ ตั้ง ทรท. ใช้สื่อปั่นกระแส รัฐบาลชวน 2 โกง
พลิกบทตัวเองจากผู้ร้ายเป็นฮีโร่
ประเด็นที่มีการโจมตีรัฐบาลชวน 2 อย่างหนักคือ การประมูลขององค์กรปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส) ที่มีนายอมเรศ ศิลาอ่อน เป็นประธาน และนายวิชรัตน์ วิจิตรวาทการ เป็น เลขาฯ โดยมีความพยายามกล่าวหาว่า รัฐบาลชวน 2 ร่วมกับบริษัทเลแมนบราเธอส์ โฮลดิ้ง อิ้งค์ จำกัด ทำให้รัฐเสียหายหลายแสนล้านบาท ทั้งที่ความจริงแล้วการบริหาร ปรส.ม...ิได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาล อีกทั้งยังปฏิบัติตาม พ.ร.ก.ที่ออกในสมัยพล.อ.ชวลิตดังที่ได้เคยให้ข้อมูลไว้แล้ว
นอกจากนี้ยังทำให้สังคมเข้าใจผิดว่าบริษัทดังกล่าวได้ประมูลในราคาต่ำเพียงแค่ 10-15 % ทั้งที่ความจริงบริษัทเลแมนประมูลจาก ปรส. มียอดคงค้างทางบัญชี 24,616.95 ล้านบาท และประมูลขายด้วยราคา 11,520 ล้านบาท หรือคิดเป็น 46.80 % ไม่ใช่ 10-15 % ตามที่มีการกล่าวหาแต่อย่างใด รวมถึงการกล่าวหาว่าบริษัทเลแมนฯคือรายใหญ่ที่ประมูลสินทรัพย์จาก ปรส.ก็ไม่เป็นความจริง เพราะต่างชาติรายใหญ่ที่ประมูลสินทรัพย์จาก ปรส.คือ โกลด์แมน แซคส์ เอเชีย ไฟแนนซ์
โดยขั้นตอนการทำงานของ ปรส.คือ ไฟแนนซ์ทำแผนฟื้นฟูเสนอ ปรส. จากนั้นหาก ปรส.ให้ความเห็นชอบแผนดังกล่าวจึงดำเนินการฟื้นฟู แต่ถ้าไม่ผ่านความเห็นชอบของ ปรส.ก็จะมีการนำสินทรัพย์มาชำระบัญชี
ปัญหาที่เกิดขึ้นและเป็นคดีความที่ศาลอาญาได้ตัดสินไปแล้วเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 55 เกี่ยวกับกรณีบริษัทเลแมนฯเป็นบริษัทให้คำปรึกษากับกองทุนฟื้นฟูฯและ เลแมนฯบริษัทแม่เป็นผู้ประมูลได้ ถือว่ามีความไม่โปร่งใสมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดยพิพากษาจำคุกนายอมเรศและนายวิชรัตน์ ฐานทำความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 โดยมีความผิดฐานไม่เรียกเก็บเงินงวดแรกในการขายสินทรัพย์ให้กับบริษัทเอกชนเลห์แมนบราเธอร์ส โฮลดิ้ง อิ้งค์ จำกัดจำนวน 2,304 ล้านบาท ตามหลักเกณฑ์กำหนดที่ไว้ ผิดตาม พรบ.ว่าด้วย ความผิดพนักงานในองค์กรของรัฐ จึงพิพากษาจำคุกจำเลยทั้ง 2 เป็นเวลา 2 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท ให้รอลงอาญา 3 ปี เพราะเคยทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ จะเห็นได้ว่าหากนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ รมว.คลังมีความเกี่ยวข้องในการบริหาร ปรส.จริงหรืออยู่ภายใต้กำกับดูแลของนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี ย่อมมีการดำเนินคดีกับบุคคลทั้งสองไปแล้ว แต่เป็นเพราะการบริหารของ ปรส.ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลดังที่ได้กล่าวแล้วในข้างต้นจึงไม่มีรัฐมนตรีในรัฐบาลชวน 2 ถูกดำเนินคดีจากข้อกล่าวหาเรื่องการประมูลสินทรัพย์ของ ปรส.แต่อย่างใด
การกล่าวหาด้วยการสร้างวาทกรรมให้คนเชื่อว่า รัฐบาลชวน 2 ร่วมกับบริษัทเลแมนโกงเป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาทจึงเป็นเท็จโดยสิ้นเชิง เพราะความจริงคือการขายสินทรัพย์ของ ปรส.ให้กับเลแมนนั้นอยู่ในราคา 46.80% ไม่ใช่ 10-15% ตามที่สื่อประโคมแต่อย่างใด
ความผิดของรัฐบาลชวน 2 เกี่ยวกับเรื่องนี้คือ ปล่อยให้ถูกกล่าวหาซ้ำ ๆ โดยไม่มีการให้ข้อมูลที่ถูกต้องจนทำให้คนเชื่อข้อมูลดังกล่าว ซึ่งก็เป็นวิธีการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้ในช่วงก่อตั้งตั้งพรรคไทยรักไทยในการทำลายคู่แข่งทางการเมือง ด้วยการใช้สื่อบิดเบือนข้อมูล ตอกย้ำทุกวันจนทำให้คนเชื่อ และโฆษณาชวนเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คือ ฮีโร่ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งที่เป็นรองนายกฯในรัฐบาลที่่นำไทยไปเป็นทาส IMF
รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็ดำเนินตามรอยยุทธศาสตร์ของพี่ชายเช่นเดียวกัน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์อ่อนด้อยในเรื่องการสื่อสารกับประชาชน ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่พรรคต้องตีให้แตกและสื่อสารความจริงถึงประชาชนให้ได้ มิเช่นนั้นก็คงตกอยู่ในสภาพแพ้เลือกตั้งซ้ำซากเหมือนที่เป็นอยู่ในเวลานี้
ผลจากการบริหารประเทศของรัฐบาลชวน 2 แก้ปัญหาหนี้เน่าอย่างมีประสิทธิภาพ ยุคทักษิณ 1 เพียงแต่มาต่อยอดจากสิ่งที่รัฐบาลชวน 2 ทิ้งมรดกไว้ให้เท่านั้น โดยจากยอดหนี้คงค้าง ในปี 2541 อยู่ที่ 2.67 ล้านล้านบาท ลดลงตามลำดับดังนี้ ปี 2542 เหลือ 2.09 ล้านล้านบาท และปี 2543 เหลือ 0.86 ล้านล้านบาท จนมาถึงช่วงรอยต่อระหว่างรัฐบาลชวนกับทักษิณในปี 2544 หนี้คงค้างเหลือ 0.48 ล้านล้านบาท
ฟื้นเศรษฐกิจอย่างยากลำบาก จากพระเอกกลายเป็นจำเลย
ข้อมูลอ้างอิง
ลิงค์ข่าวคำพิพากษาศาลเรื่อง ปรส.http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1347855607&grpid=03&catid&subcatid
ลิงค์บทความที่เกี่ยวข้องในเพจ
http://on.fb.me/TYxoEC เกียรตินาคินของพงศ์เทพรอดhttp://on.fb.me/VE3FOv เปิดสัมพันธ์ทนงแม้วhttp://on.fb.me/W5ecEA แม้วจิ๋วลากไทยเป็นทาสไอเอ็มเอฟhttp://on.fb.me/UclPa9 เปิดตำนานกลุ่มงูเห่าพลิกขั้วตั้งรัฐบาลชวน 2http://on.fb.me/UqqUdG เสนาะแฉจะเอาทักษิณหรือประเทศไทย 2http://on.fb.me/UwBwKh เสนาะแฉจะเอาทักษิณหรือประเทศไทย 1http://on.fb.me/UwBodV ลอยตัวค่าเงินบาทลอยแพประเทศไทยhttp://on.fb.me/TLHBSk ทักษิณรองนายกสองสมัยวิกฤตต้มยำกุ้งhttp://on.fb.me/TQaMWL ย้อนรอยการเมือง 2http://on.fb.me/UqrHeM ย้อนรอยการเมือง 1
ต้นปี2548- แป๊ะจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ยืนยัน ทักษิณเป็นคนดี เพราะเลวน้อยสุด..
กลางปี2548- แป๊ะโดนถอดออกจากผังรายการ แป๊ะบอกว่า “ทักษิณเลวมาก ยอมไม่ได้”..
ต้นปี2549- แป๊ะบอกว่า ต้องจัดการกับระบอบทักษิณให้สิ้นซาก.....
ปลายปี2549 -แป๊ะชุมนุมไล่ทักษิณจนทหารออกมาปฏิวัติ แป๊ะประกาศชัยชนะ มีเงินก้อนโต..จากเงินบริจาค
กลางปี2550- แป๊ะประกาศยืนข้างสถาบัน ขอเป็นยามเฝ้าแผ่นดิน(สร้างภาพอ่ะนะ)
กลางปี2551-แป๊ะระดมมวลชนครั้งใหญ่ โค้นล้มรัฐบาลนอมินี หลังจากนั้นก็ประกาศชัยชนะในปลายปีเดียวกัน พร้อมกับบอกว่าคุณมาร์ค คือกัลยาณมิตรที่ดี....(193วัน)
กลางปี2552-แป๊ะประกาศตั้งพรรคการเมืองใหม่ พร้อมกับประกาศว่า พรรคการเมืองใหม่ คือพรรคการเมืองที่ใสสะอาดเหมือนตูดเด็ก……
จากนั้นก็ยอมยุ่งกับพรรคการเมืองใหม่ ทั้งๆที่เคยประกาศว่าถ้ายุ่ง จะยอมโดนรองเท้าตบหน้า
ต้นปี2553 -ควายแดงออกมาเผาเมือง แป๊ะไม่ออกหน้าแต่ให้เสื้อหลากสีออกมาแทน แต่แอบสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง……
ปลายปี2553 พรรคการเมืองใหม่ของแป๊ะแห้วแดก(มันหน้าแตก) ไม่มีที่นั่งรุย จากนั้นแป๊ะก็ถีบพรรคการเมืองใหม่ส่งเลย บอกว่าจะไม่ยุ่งกับพรรคการเมืองอีกเลย พร้อมกับบอกว่า พวกกรรมการพรรคเป็นคนเนรคุณ
ต้นปี2554- แป๊ะเริ่มชุมนุมปกป้องเขตแดน หลังจากนั้นแป๊ะก็รณรงค์โหวตโนทันที ผลที่ได้คือ เราได้ควายแดงมาปกครองอย่างสง่าผ่าเผย(งดงามมาก สมใจเทวดาลิ้ม)
ปลายปี2554-ถึงปลายปี55แป๊ะไม่ออกมาชุมนุมไล่รัฐบาลนอมินีอีกแล้ว แต่ขอนั่งบนภูดูความชิบหายของประเทศ พร้อมทั้งรณรงค์ด่าปชป หนักข้อขึ้น(เริ่มละ)
ต้นปี2556-แป๊ะประกาศลงจากภูมากระทืบปชป.ให้ตายคาตีน พร้อมทั้งบอกว่า คนที่เลือกปชป. คือพวกไม่รักชาติ โดยเลิกสนใจแล้ว ว่าชาติจะชิบหายยังไง
ทำไมคนเสื้อแดงจึงเต็มไปด้วยความเกลียดชัง บ้าคลั่ง และรุนแรง และกล่าวความเท็จด้วยความหยาบคายอยู่ตลอดเวลา
ข้อสังเกตก่อนเข้าสู่เนื้อหา
1.ใน เวทีปราศรัยของเสื้อแดงจะเต็มไปด้วความหยาบคาย ดิบเถื่อนทางภาษาอันสะท้อนจิตใจผู้พูด (ยิ่งไม่ต้องพูดถึงภาษาในเวบสีแดง) เมื่อพิจารณาเนื้อหาก็จะพบว่าเป็นความเท็จมากว่า 90% ขึ้นไป คนที่ปกติไม่นิยมพูดเท็จก็พยายามพัฒนาตัวเองเป็นนักเท็จ เพื่อใได้โดนใจมวลชน มีอยู่บ้างบางคนเช่นจักรภพที่พยายามพูดความจริงตามทัศนะและความเชื่อส่วนตน แต่ก็หมดบทบาทไปแล้วเมื่อต้องอาญาแผ่นดินและหลบหนี ความน่าประหลาดใจนั้นอยู่ที่ว่าไม่เคยมีขบวนการต่อสู้ใดในโลกนี้ืั้จะชนะได้ ด้วยความเท็จ และที่จริงแล้วเสื้อแดงสามารถสู้ได้ด้วยการพูดความจริงตามทัศนะตัวเอง (ทำนองเดียวกับที่จักรภพทำ) ขอหมายเหตุตรงนี้ว่า ทักษิณเองนั้นปีแรกๆเขาก็ยังเป็นคนพูดความจริงตามทัศนะตัวเอง ก่อนจะมากลายเป็นนักเท็จโดยสมบูรณ์ในปัจจุบัน
2.ความรุนแรงของเสื้อแดงที่อุดร
3.ความป่าเถื่อนของเสื้อแดงเชียงใหม่ เชียงราย
4.การเผาเมือง และไล่ฆ่าคนกลางเมืองหลวงช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา
ุ5.การลอบยิงพันธมิตรด้วยอาวุธสงครามจนเจ็บตายไปเป็นจำนวนมาก
6.ฯลฯ.....และยังไม่มีแนวโน้มเลยว่าเสื้อแดงจะเลิกเท็จ เลิกเกลียดชัง เลิกบ้าคลั่ง เลิกรุนแรง
ทำไมมวลชนแดงจึงเป็นเช่นนี้?????????
เหตุผลประการสำคัญคือความเชื่อและศรัทธา
ขบวน เสื้อแดงนั้นไม่ใช่ขบวนความรู้ ไม่ใช่ขบวนเรียนรู้ แต่เป็นขบวนความเชื่อและศรัทธา สิ่งที่พวกเขาศรัทธาในแง่ตัวบุคคลคือทักษิณ ซึ่งเป็นทรราชสมบูรณ์แบบ สิ่งที่เขาศรัทธาในแง่คุณค่า คือวัตุถุ เงินทอง ความร่ำรวยโดยไม่เลือกวิธี
เมื่อไม่มีความรู้และไม่เรียนรู้ จึงไม่อาจพัฒนาการมีเหตุผลภายในตน ยิ่งถูกกล่อมด้วยนักเท็จแกนนำ จึงยิ่งโงหัวไม่ขึ้น กลายเป็นขบวนลัทธิความเชื่อเข้มข้น ศรัทธาเข้มข้น อารมณ์แรงและโมโหร้าย เพราะไม่อาจใช้ข้อมูลและเหตุผลในการโต้แย้งได้
โดย ปกติแล้วความเชื่อและความศรัทธานั้นไม่ใช่สิ่งที่ดี-ชั่ว หรือผิด-ถูก โดยตัวเอง การเข้าสู่การเรียนรู้นั้นตามธรรมชาติก็มักมีความเชื่อความศรัทธานำหน้าอยู่ ก่อนเสมอ จากนั้นการเรียนรู้จึงค่อยเกิดขึ้น และเกิดสติปัญญาตามมา ในขบวนพันธมิตรเองก็มีกลุ่มมวลชนที่ขาดความรู้และใช้ศรัทธาความเชื่อนำหน้า อยู่ไม่น้อย เพียงแต่ยบังเอิญเชื่อและศรัทธาในคนดี ในข้อมูลที่ถูกต้อง เลยพาให้ดีไปด้วย (แต่ถ้าจมอยู่กับความเชื่อความศรัทธานานเกินไปก็อันตรายเหมือนกัน)
ปัญหา ของคนเสื้อแดงเมื่อเชื่อผิดคนศรัทธาผิดทาง จึงพาพวกเขาดิ่งลงสู่ความมืดมนทางจิตใจ และไม่อาจก้าวต่อไปสู่การเรียนรู้ได้ การแสดงออกมาจึงเป็นควาหยาบคายและความรุนแรงที่ระบายออก เพราะเขาไม่อาจนั่งลงสนทนาด้วยสติ ข้อมูลความรู้และปัญญาได้
เมื่อมีอคติ จึงขาดข้อมูล(ไม่เปิดรับ)
เมื่อขาดข้อมูล จึงขาดความรู้
เมื่อขาดความรู้ จึงใช้ความเชื่อไม่ใช้เหตุผล
เมื่อขาดเหตุผล จึงใช้ความหยาบคาย ขาดสสติ
เมื่อขาดสติ จึงใช้ความรุนแรง (ในขบวนเสื้อแดงก็มีพระนำเหมือนกันแต่เป็นพระแบบมหาโช และพระกระโดดถีบรถนายก)
จึงนำไปสู่ขบวนแห่งความเกลียดชังคลั่งแค้น
แม้ จนบัดนี้สภาพโดยรวมของเสื้อแดงก็ยังไม่ดีขึ้น แม้จะมีบางส่วนในระดับปัจเจกบุคคล เริ่มตระหนักว่า ความเชื่อ ความศรัทธา ความบ้าคลั่ง ความรุนแรง และความเท็จ ไม่ใช่หนทางสู่้เป้าหมาย แต่ก็ยังเป็นจำนวนน้อยเกินไป
เราจึงจะยังได้เห็นฝูงชนสีแดงที่บ้า คลั่งต่อไปอีกพอสมควร จนกว่าพวกเขาจะอกหัก พ่ายแพ้สลายตัวไป เพราะขบวนเช่นนี้จะไม่มีวันคว้าความสำเร็จใดๆได้เลย
บทความของคุณอิทรายุธ ขออนุญาตและขอบคุณ ที่นำมาเผยแพร่ เพราะผมเห็นว่ามันมีประโยชน์แก่ใครหลายๆคนครับ
หาก บทความนี้อ่านแล้วไม่เข้าหูใครก็ต้องกราบขออภัยไว้ด้วยครับ อย่าถือโทษโกรธเคืองกัน ถือว่าเป็นบทความขยะละกัน ถ้าใครอ่านแล้วอยากจะแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม เชิญเลยครับ ยังไงก็กรุณาใช้คำที่ไม่กระทบกระเทือนกันเกินไปนะครับ อย่าลืมครับ หน้าจอคอมเป็นแก้ว มันจะสะท้อนสิ่งต่างๆที่คุณคิด พูด หรือพิมพ์ สะท้อนไปโดนคุณหละครับ
โดย LEK_WE24จาก okation
(หมายเหตุ)จงอย่าเลือกกลุ่มคนที่ ทำให้เกิดลัทธิความบ้าคลั่ง และกลุ่มคนที่ยั่วยุ ให้ปท.ลงเหว มาบริหารกทม. อีกต่อไป พี่น้อง Please.
โครงสร้างรอยต่อปชต.ครึ่งใบยุคนายกฯไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จนถึงยุคนักเลือกตั้งได้เป็นนายกฯกระทั่งเกิดการรัฐประหาร 2 ครั้ง ในยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งจะเป็นภาพรวมให้เห็นพัฒนาการทางการเมืองของประเทศไทยว่าจริง ๆ แล้ว เรากำลังก้าวหน้าหรือถอยหลังเพราะมีเผด็จการซ่อนรูปในคราบประชาธิปไตย
ยุคพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี 8 ปี กับวลี “ผมพอแล้ว”
ยุค “น้าชาติ” พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัน เชื่อกันว่า ปชต.เบ่งบาน เศรษฐกิจเฟื่องฟูก่อนจะเป็นฟองสบู่จนระบบเศรษฐกิจแทบพัง พร้อม ๆ กับบาทบาทของนักการเมืองมูมมามในนาม “บุฟเฟต์คาบิเนต”
รสช.กระทำการรัฐประหาร ยืนยันไม่มีการสืบทอดอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ใช้อำนาจทหารได้สัมปทานไทยคมผ่าน พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์
ตั้งอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ก่อนมีการเลือกตั้ง
คณะรสช.ตั้งพรรคสามัคคีธรรมหวังใช้นักการเมืองสืบทอดอำนาจ ดัน “พล.อ.สุจินดา คราประยูร” เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
เกิดเหตุพฤษภาทมิฬ ในหลวงทรงคลี่คลายสถานการณ์ด้วยการเรียก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร เข้าเฝ้า ตามมาด้วยการลาออกของพล.อ.สุจินดา และ อานันท์ คัมแบ๊ครอบสอง
เกิดการแบ่งแยกระหว่างพรรคเทพและพรรคมาร โดยพรรคการเมืองที่สนับสนุนรัฐบาล พล.อ.สุจินดา ถูกขนานนามว่า “พรรคมาร”
พรรคประชาธิปัตย์ชนะการเลือกตั้ง ชวน หลีกภัย เป็นนายกฯก่อนจะยุบสภาเพราะพรรคพลังธรรมถอนตัวจากปัญหา สปก. 4-01 โดยในขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามามีบทบาทในพรรคพลังธรรมและเป็น รมว.ต่างประเทศในรัฐบาลชวน แต่ประสบปัญหาถือหุ้นเกินกว่ากฎหมายกำหนด ทำให้ลาออกจากตำแหน่งไป
จากนั้นได้ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรม เข้าสู่การเมืองเต็มรูปแบบก่อนจะนำไปสู่จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนนำไปสู่โศกนาฎกรรมของประเทศ ซึ่งวันนี้ความแตกแยกยังดำรงอยู่ และมีวี่แววว่าจะเกิดความรุนแรงทางการเมืองได้ตลอดเวลา จากการที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังยึดประโยชน์พี่ชาย รื้อรัฐธรรมนูญ ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้พี่ชายพ้นผิดทุกคดีได้ทรัพย์สิน 4.6 หมื่นล้านที่ถูกยึดคืน และนิรโทษกรรมให้กับแดงเผาเมือง ซึ่งขึ้นมามีอำนาจ ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากประชาชนจำนวนมาก ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อความสูญเสียอีกครั้ง
บรรหาร ศิลปอาชา เจ้าของวลี “เป็นฝ่ายค้านอดอยากปากแห้ง” ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้ปีเศษ ท่ามกลางปัญหาการทุจริตและปัญหาทางเศรษฐกิจที่เริ่มรุนแรงขึ้น ก่อนถูกบีบให้ลาออกแต่บรรหารเลือการยุบสภาแทนพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี เกิดม็อบสีลม สถาบันการเงินเจ๊งระเนระนาด ก่อนประกาศลอยตัวค่าเงินบาท และลาออกเพราะวิกฤตต้มยำกุ้ง ทำไทยเป็นทาสไอเอ็มเอฟ โดยขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นรองนายกรัฐมนตรี และ นายเสนาะ เทียนทอง เคยแฉไว้ในหนังสือรู้ทันทักษิณ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ประโยชน์จากการลอยตัวค่าเงินบาทในคราวนั้นอย่างมหาศาลเพราะรู้ล่วงหน้า เปรียบเสมือนกันเป็นการเผาบ้านตัวเอง
นายชวน หลีกภัย ได้รับเลือกจากสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดกลุ่มงูเห่าที่พลิกขั้วหันมาสนับสนุนนายชวน แทน พล.อ.ชาติชาย รัฐบาลชวนตั้งทีมเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือเพื่อฟื้นฟูความล่มสลายของเศรษฐกิจ ท่ามกลางความยากลำบากของคนไทย โดยบริหารจนนำชาติออกจากห้องไอซียู แต่คนเริ่มเบื่อหน่าย มีกระแสโจมตีจากสื่อมวลชนว่าเป็นเด็กดีของไอเอ็มเอฟ และข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตเรื่อง ปรส. (องค์การเพื่อการปฏิรูปสถาบันการเงิน) ซึ่งมีนายอมเรศ ศิลาอ่อน เป็นประธาน ซึ่งกรณีนี้ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาจำคุกนายอมเรศ ศิลาอ่อน อดีตประธานองค์การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) จำเลยที่ 1 และนายวิชรัตน์ วิจิตรวาทการ อดีตเลขาธิการ ปรส. จำเลยที่ 2 ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายอมเรศ กับพวกรวม 6 คน ร่วมกันเป็นจำเลยในความผิดฐานกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11
โดยศาลพิเคราะห์ จากพยานหลักฐานแล้วเห็นว่าจำเลยทั้ง 2 ผิดฐานไม่เรียกเก็บเงินงวดแรกในการขายสินทรัพย์ให้กับบริษัทเอกชนเลห์แมนบราเธอร์ส โฮลดิ้ง อิ้งค์ จำกัดจำนวน 2,304 ล้านบาท ตามหลักเกณฑ์กำหนดที่ไว้ ผิดตาม พรบ.ว่าด้วย ความผิดพนักงานในองค์กรของรัฐ จึงพิพากษาจำคุกจำเลยทั้ง 2 เป็นเวลา 2 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท แต่เคยทำคุณให้ประเทศชาติและอายุมากจึงรอลงอาญา 3 ปี ให้คุมประพฤติ 1 ปี เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 55 ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามตลอดการบริหารของนายชวน ได้ฟื้นฟูเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น จากการเริ่มต้นที่ศูนย์เพราะเงินทุนสำรองหมดประเทศค้าขายกับต่างชาติไม่ได้ จนกระทั่งเศรษฐกิจไทยเริ่มมีความเข้มแข็งมากขึ้น แต่การถูกโจมตีอย่างหนักจากสื่อมวลชนและความเบื่อหน่ายของประชาชน ซึ่งไม่เข้าใจว่า ปรส.เป็นองค์กรที่ไม่ได้อยู่ภายใต้กำกับของรัฐบาลแต่ทำงานอย่างเป็นเอกเทศซึ่งเป็นไปตามกฎหมายที่รัฐบาลพล.อ.ชวลิต เป็นผู้ออก ความผิดของ ปรส.จึงถูกโยนบาปมาที่ ธารินทร์และรัฐบาลชวนกลายเป็น ทำให้เกิดช่องว่างให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งพรรคไทยรักไทย สร้างความหวังใหม่ให้กับประเทศด้วยวิธีการตลาดนำการเมือง จนคนไทยลืมไปเลยว่า
“ที่ไทยต้องเป็นทาสไอเอ็มเอฟ เกิดขึ้นในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นรองนายกฯ แต่กลับจดจำว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คือผู้ปลดแอกไทยออกจากการเป็นทาสของไอเอ็มเอฟ ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลซึ่งบริหารจนไทยผ่านพ้นวิกฤตมาได้คือรัฐบาลชวน หลีกภัย” และด้วยการเมืองนำการตลาดประกอบกับนโยบายประชานิยม ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีผลสะเทือนประเทศไทยมาจนถึงทุกวันนี้ สิ่งที่น่าเสียดายคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างการเป็นทรราชกับรัฐบุรุษไม่ได้ เพราะความโลภอันไม่มีที่สิ้นสุด ใช้มวลชนเป็นเครื่องมือจนเป็นจุดเริ่มต้นความแตกแยกในประเทศไทยที่ร้าวลึกเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
จะว่าไปแล้ววิธีคิดของนักการเมืองจำนวนหนึ่งในสภามิได้เปลี่ยนแปลงจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน เพราะเมื่อใดก็ตามที่มีการยุบสภาก็จะมีการย้ายพรรคกันอุตลุด หรือที่เรียกกันดิบ ๆ ว่า เป็นพวก ส.ส.โสเภณีโดยในขณะนั้นค่าตัวรายละประมาณ 20-25 ล้านบาท โดยในห้วงเวลานั้นมีอดีต ส.ส. ย้ายพรรค 47 คน ดังนี้ คือ พรรคพลังธรรมย้ายออก 13 คน พรรคชาติพัฒนา 13 คน พรรคความหวังใหม่ 9 คน พรรคกิจสังคม 3 คน พรรคเสรีธรรม 3 คน พรรคชาติไทย 3 คน พรรคประชาธิปัตย์ 2 คน และพรรคเอกภาพ 1 คน
หลังการเลือกตั้งพรรคช่าติไทยของนายบรรหาร ศิลปอาชา ได้ส.ส.อันดับหนึ่งจำนวน 92 ที่นั่ง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์อันดับสอง 86 ที่นั่ง กระแสแบ่งแยกพรรคเทพ พรรคมารเริ่มน้อยลง จึงเกิดการผสมพันธุ์กันระหว่างเทพกับมารประกอบด้วย พรรคชาติไทย พรรคความหวังใหม่ พรรคพลังธรรม พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทย พรรคนำไทย และพรรคมวลชน มีส.ส.ทั้งหมด 233 คน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ดำรงตำแหน่งรองนายกฯในรัฐบาลบรรหารด้วย
การก้าวขึ้นสู่อำนาจของนายบรรหารเป็นช่วงที่ฟองสบู่ใกล้แตก เกิดความเสื่อมถอยของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ปัญหาหนี้เน่า และความผันผวนของตลาดการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยยังผูกติดค่าเงินบาทไว้กับดอลลาร์ สิ่งที่สะท้อนถึงสัญญาณอันตรายทางเศรษฐกิจแต่รัฐบาลบรรหารมิได้ให้ความสนใจคือ ปี 2538 และ 2539 ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยตกต่ำเข้าขั้นวิกฤต สองปีติดต่อกัน คือ -8.2 และ -8.1
ทำให้เงินบาทอยู่ในสภาวะไม่มั่นคงสุ่มเสี่ยงกับการถูกโจมตีเป็นอย่างยิ่ง และเป็นยุคที่ผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทยเอาใจนักการเมืองมากกว่าจะรักษาวินัยการเงินการคลัง กระทั่งเดือนมีนาคม 2539 สถาบันจัดอันดับ Moody's ได้เตือนว่าจะลดอันดับหนี้ระยะสั้นของไทย
ขณะที่การแก้ปัญหาสถาบันการเงินขาดธรรมาภิบาลโดยตัวละครที่มีบทบาทคือ วิจิตร สุพินิจ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย วีรพงษ์ รามางกูร ประธานที่ปรึกษาแบงก์บีบีซี และ นิพัทธ พุกกะณะสุต ประธานบอร์ดธนาคารออมสิน ซึ่งในขณะนั้นเกิดการทุจริตอย่างมโหฬารของผู้บริหารแบงก์บีบีซี จนมีการเพิ่มทุน 2 ครั้งในเดือน ก.ค.38 และมี.ค.39 โดยให้กองทุนฟื้นฟูฯ เข้าซื้อหุ้นทั้งสองครั้ง เป็นมูลค่า 750 ล้านบาท และ 5,400 ล้านบาทตามลำดับ โดยไม่สั่งให้ บีบีซี ลดทุนก่อน ทำให้ต่างชาติขาดความเชื่อมั่น นำไปสู่กระบวนการถอนการลงทุนออกจากประเทศไทย (ปัจจุบันตัวละครเหล่านี้เข้ามามีบทบาทในการวางยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ นายวีรพงษ์ เป็น ประธานแบ๊งก์ชาติ)
“นิพัทธ” เข้าไปมีบทบาทร่วมด้วยในฐานะประธานบอร์ดธนาคารออมสิน โดยให้ธนาคารออมสินเข้าไปร่วมซื้อหุ้นด้วย (ศาลอุทธรณ์ตัดสินให้เขาชดใช้เงินให้ธนาคารออมสิน 534 ล้านบาท คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา) ปัญหาเศรษฐกิจที่สำคัญในขณะนั้นคือ นักการเมืองล้วงลูกแสวงประโยชน์ ส.ส.กลุ่ม 16 ของนายเนวิน ชิดชอบ เข้าไปเกี่ยวข้องในการกู้เงินจากแบ๊งก์บีบีซีจนเกิดหนี้เน่ามหาศาล และผู่้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยขาดธรรมาภิบาล จน วิจิตร ต้องลาออกจากตำแหน่งในเดือน ก.ค.2539
ต่อมาในเดือนกันยายน 2539 สถาบันจัดอันดับ Moody's ปรับลดลดอันดับพันธบัตรระยะสั้นของไทย เป็นเหตุให้ช่วงนั้นบรรดานักเก็งกำไรต่างชาติได้เข้ามาโจมตีค่าเงินหลายครั้ง แต่ยังไม่รุนแรงนัก ขณะที่รัฐบาลบรรหารไร้เสถียรภาพทางการเมืองตลอดการบริหารมีการปรับครม.ถึง 6 ครั้ง ประกอบกับผู้นำอย่างนายบรรหารขาดความตื่นตัวและไร้วิสัยทัศน์ด้านนโยบายทางการเงินการคลังที่สอดคล้องกับยุคโลกาภิวัฒน์ ทำให้มีปัญหาในการวางยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจตามมา
ปัญหาเริ่มรุมเร้าทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ มีการหักหลังทางการเมืองโดยบรรหารใช้วิธีการยุบสภา แทนที่จะลาออกแล้วให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ตามแรงบีบของพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนั้น โดยช่วงปลายรัฐบาลนายบรรหาร ในวันที่ 14 สิงหาคม รัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีจากพรรคพลังธรรมลาออกจากตำแหน่งพร้อมกันถึง 5 คน ซึ่งนับเป็นการลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
แต่แล้วนายบรรหารก็ตัดสินใจประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร มีการเลือกตั้งวันที่ 17 พฤศจิกายน 2539 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่ตัวละครเดิมที่ทำเศรษฐกิจพังในยุคบรรหารกลับมาอยู่ครบถ้วนในทีมเศรษฐกิจของ พล.อ.ชวลิต คือ พ.ต.ท.ทักษิณ และ วีรพงษ์ รามางกูร
การบริหารของ พล.อ.ชวลิต มิได้แตกต่างไปจากนายบรรหาร คือ การเมืองไร้เสถียรภาพ แก้ปัญหาเศรษฐกิจผิดพลาด ทำให้เศรษฐกิจอ่อนแออย่างมาก แทนที่จะมีการลอยตัวค่าเงินบาทในช่วงที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังมีอยู่มาก กลับเลือกลอยตัวค่าเงินบาทในช่วงเงินทุนสำรองระหว่างประเทศแทบจะหมดสิ้น เพราะนำไปปกป้องค่าเงินบาท
การลอยตัวค่าเงินบาทในคราวนั้นทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้กำไรมหาศาลจากความล่มสลายของเศรษฐกิจไทย ซึ่งนายเสนาะ เทียนทองเป็นคนแฉไว้เองว่า
"คนที่เกี่ยวข้องกับการลดค่าเงินบาทในขณะนั้นมี 4 คนคือ พล.อ.ชวลิต , พ.ต.ท.ทักษิณ , นายทนง และนายโภคิน ส่วนจะรู้เห็นกันขนาดไหนผมไม่รู้เขา บอกว่าเขาไม่รู้อันนี้ไม่มีใบเสร็จ แต่ถ้าถามผมว่าผลที่เกิดหลังค่าเงินบาทลอยตัวออกมาอย่างไร มันส่อชัดว่าทักษิณและบริษัทรอดวิกฤติคนเดียว คือผลลัพธ์มันสะท้อนชัดอยู่แล้ว การที่มีคนไปซื้อประกันความเสี่ยง เรื่องค่าเงินบาทเอาไว้มากๆ หรือไปซื้อดอลลาร์เอาไว้มากๆ ก่อนประกาศลอยค่าเงินบาท ก็เหมือนจุดไฟเผาบ้านตัวเองเพื่อเอาเงินประกัน เศรษฐกิจของชาติพังเสียหาย แต่ตัวเองรอดพ้นวิกฤติเพราะได้ประกัน”
ปัญหารัฐบาลบรรหาร-ชวลิต
1 การเมืองไร้เสถียรภาพ
2 นักการเมือง ผู้ว่าแบ๊งค์ชาติ ผู้บริหารสถาบันการเงินขาด ธรรมาภิบาล
3 นักการเมืองแสวงหาประโยชน์จากแบ๊งก์บีบีซีจนเป็นส่วนหนึ่งทำให้ธนาคารดังกล่าวล่มสลาย
4 การแก้ปัญหาแบ๊งก์บีบีซีขาดธรรมาภิบาลเพิ่มทุนโดยไม่ลดทุน
5 สถานะทางการคลังย่ำแย่ เพราะบริหารโดยขาดวินัยการเงินการคลัง
6 เริ่มถูกโจมตีค่าเงินบาท หลังสถาบันจัดอันอับ Moody's ปรับลดลดอันดับพันธบัตรระยะสั้นของไทย
7 ทิ้งปัญหาทุนสำรองระหว่างประเทศและเสถียรภาพสถาบันการเงิน จนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540
8 นำเศรษฐกิจไทยไปเป็นทาสไอเอ็มเอฟ
มีความพยายามที่จะทำให้เกิดความเข้่าใจผิดว่า ต้นตอที่ทำให้เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง คือการเปิดเสรีทางการเงิน หรือ BIBF ในยุคชวน 1 ด้วยการกล่าว หาว่า เปิดเสรีทางการเงินเร็วเกินไปและขาดมาตรการรองรับจนส่งผลต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลบรรหาร และพล.อ.ชวลิต จึงขอเรียงลำดับข้อมูลให้เข้าใจความจริงได้ง่ายขึ้นดังนี้ 1 BIBF มีแนวคิดเปิดมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน แต่เปิดได้จริงในยุคชวน 1
2 การเปิด BIBF ไม่ว่าเป็นรัฐบาลใดก็ต้องทำ เพื่อเปิดให้องค์กรธุรกิจในประเทศเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากทั่วโลก ถือเป็นการลดต้นทุนทางการเงิน และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับธุรกิจไทย
3 ในยุคชวน 1 ที่เปิด BIBF ไม่มีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ เพราะผู้บริหารมีธรรมาภิบาล และแบ๊งค์ชาติไม่ได้รับใช้การเมืองจนเกิดปัญหาวินัยการเงินการคลัง อีกทั้งไม่ได้ประสบปัญหาผู้บริหารสถาบันการเงินทุจริตด้วย เมื่อรัฐบาลชวนหมดวาระลงเศรษฐกิจก็ไม่ได้มีปัญหา
4 ภาวะปัญหาสะสมรุนแรงในยุค บรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลชวลิต ยงใจยุทธ เพราะแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ผิดพลาด การขาดธรรมาภิบาลที่ดีของผู้นำ แบ๊งค์ชาติรับใช้การเมือง ปล่อยให้นักการเมืองร่วมกับผู้บริหารสถาบันการเงินเข้าไปแสวงหาประโยชน์จนตอเริ่มโผล่จากกรณีหนี้เน่าของแบ๊งก์บีบีซี ที่มี ส.ส.กลุ่ม 16 ของนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งขณะนั้นเป็นส.ส.สังกัดพรรคชาติไทย เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
5 การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินหย่อนคุณภาพ ไม่ยึดหลักธรรมาภิบาล เกิดปัญหาภาระหนี้ระยะสั้น ซึ่งออกอาการตั้งแต่สมัยที่นายบรรหารเป็นนายกรัฐมนตรี แต่กลับละเลยที่จะแก้ปัญหาหรืออาจมองไม่เห็นปัญหาเพราะขาดวิสัยทัศน์ทางด้านเศรษฐกิจก็เป็นได้
6 ยุค พล.อ.ชวลิต สถานการณ์ทางเศรษฐกิจเลวร้ายลง นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ประชาชนขาดความมั่นใจในสถาบันการเงินแห่ถอนเงินฝาก จนเศรษฐกิจไทยอ่อนแออย่างยิ่ง
7 ในยุคดังกล่าวยังตัดสินใจแก้ปัญหาผิดพลาดจนทำให้เศรษฐกิจไทยล่มสลาย เพราะแทนที่จะลอยตัวค่าเงินบาทในช่วงเวลาที่ทุนสำรองระหว่างประเทศยังมีอยู่มาก กลับนำไปปกป้องค่าเงินบาทที่ถูกโจมตี จนเงินทุนสำรองแทบจะหมดเกลี้ยงจนต้องกู้เงินจากไอเอ็มเอฟ
8 ความอ่อนแอของสถาบันการเงินในแต่ละแห่งไม่ได้หนักหนาสาหัสเท่าเทียมกัน แต่รัฐบาลชวลิต ก็แก้ปัญหาผิดทางแทนที่จะเข้าแทรกแซงควบรวมกิจการเพิ่มความเข้มแข็งให้สถาบันการเงิน กลับเลือกประกาศปิดสถาบันการเงินจำนวนมาก จนยิ่งเป็นชนวนให้ความเชื่อมั่นหดหายลามไปถึงธนาคารพาณิชย์ กระทบต่อสภาพคล่องและเศรษฐกิจในภาพรวม
9 ทนง พิทยะ รมว.คลังที่ใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ คือผู้นำไทยสู่การเป็นทาสไอเอ็มเอฟ ผูกมัดเงื่อนไขให้ไทยทำตาม ก่อนรัฐบาลชวนเข้ามาฟื้นฟูประเทศ
10 เงินทุนสำรองช่วงชวลิต เหลือ 8,962 ล้านเหรียญสหรัฐ รัฐบาลชวนฟื้นฟูเศรษฐกิจจนเงินทุนสำรองอยู่ที่ 30,526 ล้านเหรียญสหรัฐ
สิ่งที่น่าสนใจคือในช่วงที่ธุรกิจไทยล้มระเนระนาดแต่ ธุรกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่รอดปลอดภัย ในขณะที่เศรษฐกิจชาติใกล้ล่มสลาย แทนที่รัฐบาลชวลิตที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นรองนายกฯ จะรับผิดชอบด้วยการแก้ปัญหาให้ลุล่วงหลังตัดสินใจกู้เงินจากไอเอ็มเอฟ กลับลาออกลอยแพประเทศไทย จนรัฐบาลชวน 2 เข้ามารับช่วงต่อในการฟื้นฟูประเทศ