หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ฝีมือพอกัน ทำส่งออกไทยพังพาบ เกษตรกรรายได้ลดลงแต่หลอกคนจนได้สนิท




ถ้าใครได้ติดตามข่าวเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องจะเห็นภาพว่าประเทศไยอยู่ในภาวะถดถอยทุกด้านภายใต้การบริหารงานของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยเฉพาะเรื่องการส่งออกจากที่เคยไวท์ไลน์ว่าจะโตถึง 15% กลายเป็นว่าอาจจะต่ำเตี้ยเรี่ยดินเหลือเพียงแค่ 1 % เท่านั้น ซึ่งต้องบอกว่าเป็นฝีมืของรัฐบาลล้วน ๆ จนส่งออกไทยใกล้โคม่า 

หากย้อนกลับไปพิจารณาถึงการบริหารประเทศของ ทักษิณ ผู้พี่ก็มิได้แตกต่างกันมากนัก เพราะก่อนที่จะเกิดการรัฐประหารในวันที่ 19 ก.ย.49 นั้น แนวโน้มการส่งออกก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่การตลาดนำการเมืองหยิบตัวเลขบางตัวมาตบตาคนไทยว่าการส่งออกกำลังพุ่งแรงในยุคที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็น รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์นั้น มิได้แตกต่างไปจากไวท์ไลน์ของ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง คนปัจจุยันแม้แต่น้อย เพียงแต่ทำได้แบบแนบเนียนกว่าเท่านั้น (ต้องไม่ลืมด้วยว่าสมคิดคนเดียวกันนี้เป็นเลขา ทนง พิทยะ ขณะเป็น รมว.คลัง และเป็นหนึ่งในทีมที่ไปเจรจากู้เงินกับ IMF) 

สมคิด ใช้โอกาสเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงพาณิชย์ครบรอบ 86 ปี ว่า การส่งออกของประเทศไทยในเดือนกรกฎาคม 2549 มีตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์มูลค่า 11,153 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.7 ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือ ถ้าดูมูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาทจะพบว่าการส่งออกโตเพียงร้อยละ 8.9 เท่านั้น อีกทั้งแนวโน้มการส่งออกยังลดลงอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

เทคนิคของการโฆษณาชวนเชื่อในยุคนั้นทำง่าย ๆ เพียงแค่เหรียญกลับด้านคือเลือกเอาเงินสกุลดอลลาร์มาแถลงแทนที่จะเป็นเงินไทย ก็พลิกจากการเติบโตเพียงร้อยละ 8.9 มาเป็น ร้อยละ 16.7 ได้แล้ว โดยที่สื่อมวลชนเองก็ไม่ได้ตรวจสอบให้ลึกลงไปว่าสิ่งที่รัฐตีฆ้องร้องป่าวว่าเก่งกาจเศรษฐกิจนั้น แท้จริงแล้วก็แค่วาทกรรมผสมกับการปั่นกระแสชวนเชื่อจนคนคิดว่า ทักษิณ เก่ง ทั้งที่ความจริงแล้วหากพิจารณาการทำธุรกิจของ ทักษิณ จะพบว่า ไม่เคยประสบความสำเร็จเลย จนกระทั่งได้สัมปทานผูกขาดด้านโทรคมนาคมจาก รสช.ซึ่งเป็นผู้ทำการรัฐประหารรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ จนเป็นที่มาของวลีว่า “ถ้าไม่มีพี่ชายผมคนนี้(พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ประธาน รสช.) ก็ไม่มีวันนี้)

ไม่เพียงแต่การส่งออกจะลดลงเท่านั้นแต่ภาคการเกษตรก็ได้รับผลกระทบจากการส่งออกในตลาดโลกในยุค ทักษิณ เป็นนายกฯไม่แตกต่างกัน โดยส่วนแบ่งในตลาดโลกของสินค้าเกษตรไทยลดลงจากร้อยละ 2.2 ในปี 2543 (ยุคชวน2) เป็นร้อยละ 2.08 ในปี 2547 และในขณะที่ ทักษิณ บริหารนั้นสินค้าเกษตรสำคัญที่เป็นตัวฉุดให้การส่งออกสินค้าเกษตรสูงคิือ การส่งออกข้าวซึ่งหากเปรียบเทียบปี 2545 ถึง 2548 จะพบว่ามูลค่าการส่งออกข้าวเพิ่มถึงร้อยละ 32.7 จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดการส่งออกในรัฐบาลยิ่งลักษณ์จึงอยู่ในภาวะเหมือนคนไข้ในห้องไอซียู เพราะการส่งออกข้าวไทยลดลงกว่าครึ่งจากนโยบายรับซื้อข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาลเพื่อไทย แถมยังมีสัญญาณอันตรายเกี่ยวกับการขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่องด้วย

แต่ที่ชาวรากหญ้าคิดว่าเงินสะพัดเศรษฐกิจดี ก็เพราะสารพัดกองทุนที่ทักษิณ นำภาษีคนทั้งประเทศไปละเลงแจกจ่ายโดยไม่สร้างรายได้ ทำให้คนจนในยุคนั้นมีเงินใช้กันแบบอู้ฟู่โดยไม่ทันรู้ตัวเป็นการก่อหนี้ให้กับตัวเอง โดยสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ของคนจนสุด 10% ของประเทศพุ่งจาก 5-10 เท่าเป็น 15-25 เท่า และยังเป็นคนกลุ่มที่ไร้ความสามารถในการชำระเงินต้นด้วย จนเกิดปัญหาหนี้เน่าตามมา ด้วยการส่งเสริมจากรัฐบาลทักษิณ ให้เกิดความเคยชินกับการกู้ยีมเงิน ใช้จ่ายเกินกำลัง เพราะคิดว่าสุดท้ายรัฐบาลก็จะยกหนี้ให้

ที่น่าสนใจคือในขณะที่คนจนหนี้พุ่ง ธุรกิจที่ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่คือ ยานพาหนะและค่าบริการสื่อสาร ที่เพิ่มขึ้นถึง 2,671 ล้านบาทในปี 2547 หรือคิดเป็น 21.7% ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือการหลอกประชาชนว่าคนจนลดลงทั้งที่หนี้เพิ่มรายได้หด แต่คนไทยจำนวนมากก็เชื่อและยก ทักษิณ ประดุจเทพเจ้าผู้มาปลดความทุกข์ยากให้กับคนจน ทั้งที่เป็นผู้ทำให้คนจนจมปลักอยู่กับหนี้สิน โดยแปลงเงินภาษีผ่านคนจนมาเข้าสู่ระบบธุรกิจตัวเอง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทรัพย์สินของทักษิณจะเพิ่มขึ้นถึง 4.6 หมื่นล้านในช่วงครองอำนาจ จนถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยึดทรัพย์ จากการทุจริตและกำหนดนโยบายเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของตัวเอง ซึ่งรัฐบาลน้องสาวกำลังจะช่วยพี่ชายปลดพันธนาการจากคดีความต่าง ๆ และล้วงภาษีคนไทยไปคืนให้กับคนปล้นชาติ

พี่น้องตระกูลชิน ความสามารถพอกัน ลากเศรษฐกิจ-ชีวิตคนไทยดิ่งเห

6 ปี แห่งมายาภาพ ทักษิณ พ่อพระคนจน ทั้งที่ทำลายฐานราก ละเลงภาษี ก่อหนี้ประชาชน




ในยุคทักษิณมีการปั่นกระแสจนคนรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งที่ความจริงแล้วเศรษฐกิจไทยระหว่าง 2545-2548 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5.8 ใกล้เคียงกับประเทศอื่นในอาเศียน อีกทั้งทุนสำรองระหว่างประเทศที่ ทักษิณ อ้างว่าเพิ่มจาก 32661 ล้านเหรียญสหรัฐเป็น 58,000 ล้านเหรียญสหรัฐนั้น ข้อเท็จจริงคือ การเพิ่มขึ้นของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ เกิดจาก ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือ ธปท. เข้าไปดูแลค่าเงินถึงแม้จะเสียไปจากการดูดซับสภาพคล่องบ้าง ซึ่งหากจะใช้เรื่องเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเป็นเกณฑ์วัดความเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจแล้ว ยุคพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ รัฐบาลที่มาจาก คมช. ซึ่งถูกปั่นกระแสว่าทำให้เศรษฐกิจไทยล้าหลังจนมีวลีโฆษณาชวนเชื่ออกมาทำลาย รัฐบาลขิงแก่ว่า “จน เครียด คิดถึงทักษิณ” นั้นตัวเลขสุงกว่ารัฐบาลทักษิณจาก 6 หมื่นล้านเป็น 9 หมื่นล้าน USD คือเพิ่มขึ้นถึง 3 หมื่นล้าน กระทั่งในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เงินทุนสำรองเพิ่มสูงถึง 8 หมื่นล้านบาท จาก 110,000 ล้านเป็น 190,000 ล้านUSD


อีกทั้งมูลค่าการส่งออกที่รัฐบาลทักษิณคุยโม้ว่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.7 นั้น เกือบครึ่่งหนึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นที่เกิดจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น ซึ่งหากไม่มีผลจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นก็จะพบว่าการส่งออกเพิ่มเพียงร้อยละ 8.9 ในเดือนกรกฎาคม 2549 มิหนำซ้ำอัตราการเติบโตของการส่งออกตั้งแต่ต้ปี 2549 กลับมีแนวโน้มละลงเรื่อย ๆ ด้วยโดยตั้งต่ปี 2548 ไทยมีดุลการค้าเป็นบวกเพียง 2 เดือนเท่านั้น ในขณะที่ส่วนแบ่งตลาดโลกของสินค้าเกษตรไทยก็ลดลงจากยุครัฐบาลชวน 2 ในปี 2543 จากร้อยละ 2.2 เหลือร้อยละ 2.08 ในปี 2547 ขณะเดียวกันพบว่าการกู้ยืมเงินของรัฐสูงขึ้นแย้งเม็ดเงินลงทุนของภาคเอกชนด้วยโดยในปี 2548 ไทยมีหนี้สาธารณะรวมตราสารหนี้กองทุนน้ำมัน 22,000 ล้านบาท และหนี้กองทุนพื้นฟู 900,000 ล้านบาท


ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้ภาคธุรกิจอ่อนแอลงมีแต่ธุรกิจในระบบอุปถัมภ์ที่เป็นเครือข่ายของรัฐบาลทักษิณเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ โดยเฉพาะ SHIN และ ADVANCE รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ ผูกขาด หรือสัมปทาน ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าของธุรกิจตัวจริงคือนักการเมืองในรัฐบาลนั่นเอง

ที่น่าสนใจคือ ทักษิณ มักจะโอ้อวดว่าเป็นคนเข้ามากวาดล้างความยากจนออกจากประเทศไทยซึ่งล้วนเป็นความเท็จทั้งสิ้น ความจริงก็คือในยุคทักษิณ ตั้งแต่ปี 44-47 หนี้ครัวเรือนเพิ่มเฉลี่ยร้อยละ 10.3 ต่อปี ในขณะที่รายได้เพิ่มเฉลี่ยเพียงร้อยละ 4.4 ต่อปีเท่านั้น ผลพวงดังกล่าวทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนลดลงด้วย โดยสัดส่วนหนี้ต่อรายได้พุ่งจาก 5.5 เท่าในปี 44 เป็น 7.1 เท่าในปี 47 และเพิ่มเป็น 9-10 เท่าในปี 49 ขณะที่สถิติการออมในประเทศต่ำลงอย่างน่าใจหาย ทำให้ประเทศไทยต้องพึ่งพาเงินจากต่างชาติมากขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางไม่ยั่งยืน

ทั้งนี้เป็นเพราะนโยบายประชานิยมที่ ทักษิณ ใช้ภาษีประชาชนไปสร้างหนี้บุญคุณกับชาวบ้านด้วยการแจกเงินกู้ผ่านกองทุนฯต่าง ๆ นั้นทำให้ประชาชนใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยโดยเฉพาะการใช้จ่ายไปกับโทรศัพท์มือถือ และการซื้อรถจักรยานยนต์ รวมถึงรถยนต์ ซึ่งล้วนแต่เป็นธุรกิจที่นักการเมืองในรัฐบาลเป็นเจ้าของทั้งสิ้น โดยพบว่าค่าใช้จ่ายเฉพาะค่ามือถือจากปี 2543 อยู่ที่ 14.9% เพิ่มเป็น 21.7% ในปี 47 ในขณะที่การออมลดลงอย่างต่อเนื่องโดยระหว่างปี 2544-2546 การออมทั้งประเทศติดลบ 5.1% หากแยกภาคครัวเรือนออกมาจะพบว่าติดลบถึง 5.4% ขณะเดียวกันฐานะทางการคลังของรัฐบาลก็มีปัญหาเรื่องงบกระแสเงินสดในเดือน พ.ย.47 แสดงการขาดุลกว่า 57,000 ล้านบาท แต่การรายงานฐานะทางการคลังของรัฐบาลกลับอันตรธานหายไปตั้งแต่ พ.ย. 47 โดยไม่มีการรายงานจากเว็บกระทรวงการคลังอีกเลยในช่วงที่ ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นแล้วว่าความจริงทางเศรษฐกิจในยุคทักษิณนั้น มีแต่การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจากนโยบายรัฐบาลที่สนับสนุนให้ประชาชนเป็นหนี้ผ่านประชานิยมผลาญภาษีประเทศ ประเภทที่เรียกว่าทำให้ประชาชนอ่อนแอ อยู่ในสภาพ แบมือขอ รอของแจก แบกหนี้สิน แต่การปั่นกระแสผ่านสื่อมวลชนกลับสร้างความเชื่อมากลบเกลื่อนความจริงที่ว่าประชาชนเป็นหนี้มากขึ้นในยุคทักษิณ เป็นยุคทักษิณทำให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้ ซึ่งผู้เขียนมีความเชื่อโดยส่วนตัวว่า หากไม่เกิดการรัฐประหารในเดือนกันยายน 2549 ปล่อยให้ ทักษิณ บริหารประเทศต่อไปความอ่อนแอทางเศรษฐกิจไทยจะเพิ่มมากขึ้น จนคนไทยตื่นรู้เท่าทันได้ว่า ที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่มายาภาพ แต่ของจริงคือ รัฐบาลทักษิณนอกจากไม่ได้เก่งในการบริหารเศรษฐกิจแล้ว ยังขาดธรรมาภิบาลที่ดีในการสร้างเศรษฐกิจที่เป็นธรรมและทำให้ระบบเศรษฐกิจโดยรวมของไทยอ่อนแอลงด้วย

ถ้าไม่มีการรัฐประหาร เศรษฐกิจไทยอาจพังคามือทักษิณ

วันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เรื่องจริง จากกัปตันเรือ บรรทุก LPG ส่งออก เขมร เวียดนาม






ข้อมูลจาก - คุณ Saroche Glinrong เล่า ใน FB

เรื่องจริง..จากอ่าวไทย....ผมเป็นกัปตัน เรือบรรทุกน้ำมัน แต่ไม่ขอบอกชื่อนะครับ ขณะนี้เรือผมได้ทอดสมออยู่ที่หาดแหลมเจริญ เพื่อรอรับน้ำมันดีเซลจากIRPCหรือTPIเก่าละครับ แต่เมื่อปตท.ได้ซื้อไปก็เปลี่ยนชื่อเป็นIRPC ผมรับน้ำมันเพื่อส่งไปที่เขมรและเวียดนาม
เรื่อผมบรรทุกก๊าซLPGไม่ได้ เพราะไม่ใช่เรือบรรทุกก๊าซ แต่ผมมีเพื่อนที่เป็นกัปตันเรือบรรทุกแก๊สLPGอยู่หลายคนพวกจะมารับ แก๊สLPGจากIRPCเพื่อไปส่งเขมรและเวียดนาม เหมือนผม เดือนละหลายเที่ยวเรือ ขณะที่ผมกำลังโพสอยู่นี่ก็มีเรือแก๊สรอรับอยู่ 3 ลำ
ตั้งแต่ผมเดินเรือ มายังไม่เคยเห็นเรือแก๊สที่นำเข้าเลยแม้แต่ลำเดียว มีแต่เรือส่งออก ปตท. บอกได้นำเข้าแก๊ส มาจากต่างประเทศปีละเป็นล้านตัน แล้วเขาเอาเข้ามาทางไหนละครับ ถ้าทางเรือผมไม่เคยเห็น เคยเห็นแต่เรือส่งออก ลองมาดูที่แหลมเจริญที่ระยองซิครับมีเรือมาคอยรับทุกวันละครับ เพื่อส่งไปเขมร เวียดนาม แล้วไอ้นักวิชาการด้านน้ำมันที่มาออกรายการตาสว่างนะครับ เขาเป็นอดีตคนที่ทำงานปตท. สิ่งที่เขาพูดนะ เป็นการแก้ต่างให้ทั้งนั้น
ปตท. ได้ไปลงทุนในการวางท่อแก๊ส NGV จากมาเลเซีย และพม่า ตั้งหลายแสนล้านบาท ปตท.จึงต้องการให้คนไทยใช้ NGV เพราะก๊าซ
NGVเขา มีกันทุกประเทศละครับ เขมรตอนนี้ก็เจอ ก๊าซ NGV อยู่หลายหลุม เวียดนามก็เจอ พม่าเขาก็มีเยอะ ทั่วโลกเขามีกันหมด ถ้าคนไทยไม่ใช่NGV แล้ว ปตท. จะเอาไปขายใครละครับ ต้องบังคับให้คนไทยใช้ให้ได้ โอยอ้างว่าก๊าซNGVปลอดภัยกว่า จริงๆแล้วไม่ใช่หลอกครับ อันตรายพอๆกันละครับ เพราะNGVเป็นก๊าซที่มีแรงดันสูง โอกาสที่จะระเบิดก็ยอมมีสูงตามไปด้วย ถ้ามันอยู่ในกระโปรงหลังรถ มันจะออกไปไหนละครับ มันก็จะระเบิดอยู่ที่ท้ายรถละครับ ตอนนี้ยังไม่มีเรือลำไหนสามารถบรรทุกก๊าซ NGVได้เลย เรือที่บรรทุกLPGไม่สามารถ บรรทุก NGVได้ เพราะNGV มีแรงดันสูงกว่าLPGหลายเท่า ปตท. เลยไม่สามารถส่งออกได้
นอกจากมาหลอกขายคนไทย ตอนนี้โรงกลั่นเป็นของ ปตท. เกือบหมดแล้ว ปั้มน้ำมันที่ไม่มีโรง
กลั้นก็ต้องไปซื้อน้ำมันจาก ปตท. มาขายอีกที เลยต้องขายแพงกว่า ปตท. ปตท.ไม่ได้ช่วยอะไรคนไทยเลยนะครับ...(กัปตัน..รักเมืองไทย)

วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เหตุที่ประชาธิปไตย"สีแดง" ไม่เบ่งบานในใจของคนทั้งประเทศ

เหตุที่ประชาธิปไตย"สีแดง" ไม่เบ่งบานในใจของคนทั้งประเทศ เป็นบทความพิเศษ นงนุช สิงหเดชะ มติชนสุดสัปดาห์ 13 กรกฎาคม 255
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อย่างที่เราๆ ท่านๆ สังเกตเห็นนั่นล่ะว่า นับแต่ก่อตั้งประเทศไทยมานี้ ยังไม่เคยเห็นการเมืองทำให้คนในชาติแตกแยกกันในระดับลึกมากเท่ายุคนี้ ภาษาเทคโนโลยีร่วมสมัยเขาเรียกว่าแตกแยกกันละเอียดร้าวลึกระดับ "นาโน" ตั้งแต่ระดับชาติไปจนถึงองค์กร บริษัท ครอบครัว พี่น้อง สามีภรรยา ไม่เว้นแม้แต่ในวงการกวี ศิลปิน
ล่าสุดนี้เกิดวิวาทะของคนกวี สุรชัย จันทิมาธร หรือ หงา คาราวาน ศิลปินแห่งชาติ และศิลปินเพลงเพื่อชีวิตชื่อดัง (ที่ได้ชื่อว่าเป็นซ้ายเก่า) และ วิสา คัญทัพ (อดีตซ้ายฝ่ายเสื้อแดง) ทั้งนี้ หงา คาราวาน เขียนกลอนเนื่องในโอกาสวันสุนทรภู่ว่า
"ขอเรียนศาลแห่งสีที่เคารพ สีต้องใช้ไม่ครบกระบวนสี/มีกลุ่มคนผูกขาดในชาตินี้ ยึดสีแดงไปย่ำยีเป็นของตน/ทำให้สีแดงแย่มีแต่ยุ่ง จะแต่งปรุงงานศิลป์ก็สับสน/ ศิลปินเดือดร้อนเกินจะทน เพราะสีแดงถูกปล้นขโมยไป/เอาสีแดงคืนมาให้ข้าเถิด ก่อนจะเกิดสงครามห้ามไม่ได้/ทุกวันนี้พวกข้าไม่กล้าใช้ เพราะว่าใจไม่มีให้สีแดง..."
ทำให้ วิสา คัญทัพ เขียนตอบโต้ ในทำนองว่า หงา คาราวาน (และยังพาดพิงเลยไปถึง เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์) มองไม่เห็นประชาชน มองไม่เห็นว่าสีแดงคือเลือดของประชาชน จึงไม่มีใจให้สีแดง
นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล จากธรรมศาสตร์ ก็ร่วมแจมด้วย โดยโพสต์ข้อความตั้งข้อสงสัยว่าทำไมอดีตฝ่ายซ้ายจึงหันมาเชียร์เจ้า "ทำไม อดีตฝ่ายซ้าย อย่างพี่จี๊ด (จิระนันท์ พิตรปรีชา) พี่ "คมทวน" (คันธนู) และอีกหลายต่อหลายคน จึงหันมา เชียร์เจ้า เป็นปริศนา ที่ผมเองก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน"
นี่คือส่วนหนึ่งจากข้อความของนายสมศักดิ์

เราจะสังเกตเห็นความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงและนักวิชาการ-กวีที่สนับสนุนฝ่ายสีแดง นั่นก็คือพวกเขามัก "สรุปเหมา" ว่า ใครก็ตามที่ไม่เห็นด้วยกับคนเสื้อแดง เป็นพวกเชียร์เจ้า พวกนิยมอำมาตย์ พวกไม่เชื่อในประชาชน ไม่เชื่อในเสรีภาพและประชาธิปไตย
นี่เป็นข้อสรุปที่ผิด และหากยังไม่พยายามเข้าใจสาเหตุที่แท้จริง พวกเขาก็จะยังคงคร่ำครวญและฟาดงวงฟาดงากับคนที่ไม่เห็นด้วยต่อไป และเชื่อแน่ได้ว่ายากนักที่พวกเขาจะสามารถโน้มน้าวให้คนอีกจำนวนมากอย่างน้อยก็ครึ่งประเทศ หันมาสนับสนุนหรือเห็นพ้องกับประชาธิปไตยในแบบของพวกเขา ที่หลายคนเรียกว่า "ประชาธิปไตยสีแดง"
สังเกตกันอีกหรือไม่ว่า คนที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยแบบคนเสื้อแดง จำนวนมากล้วนเป็นผู้มีสติปัญญา มีการศึกษาสูง หลายคนเป็นนักต่อสู้กับเผด็จการ หลายคนทำงานให้กับชาวบ้าน ชาวรากหญ้า หรือในรายที่เป็นกวี ก็เป็นกวีชื่อดัง เป็นศิลปินแห่งชาติ
ถามว่าคนเหล่านี้ไม่รู้จักประชาธิปไตย ไม่รักเสรีภาพและประชาธิปไตยหรือ 
คนระดับ จิระนันท์ พิตรปรีชา ภรรยาขอ งเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ฝ่ายซ้ายเก่า เรียนจบจากอเมริกานี่ ไม่รักเสรีภาพและไม่รู้จักประชาธิปไตยเท่ากับชาวไร่ชาวนาในภาคเหนือและอีสานหรือ
หงา คาราวาน เป็นศิลปิน กวี อันเป็นอาชีพที่ได้ชื่อว่าที่รักและหวงแหนเสรีภาพมากที่สุดนี่ ไม่รักเสรีภาพ ไม่รักประชาธิปไตยกระนั้นหรื
หรือหากดูจากผลการเลือกตั้งครั้งที่แล้วจะเห็นว่า "คนชั้นกลาง" ไม่เลือกพรรคเพื่อไทย เห็นได้ชัดจากพื้นที่กรุงเทพฯ หรือในกรณีต่างจังหวัด จะเห็นว่าในเขตอำเภอเมือง พรรคเพื่อไทยไม่ได้รับความนิยม
กรุงเทพฯ และในเขตเมือง อนุมานได้ว่าเป็นถิ่นที่อยู่ของผู้มีการศึกษาสูง ฐานะทางเศรษฐกิจสูง เป็นผู้อยู่ด่านหน้าของประเทศในการเชื่อมต่อกับโลกภายนอก เป็นผู้อยู่ด่านหน้าของความทันสมัย มีจำนวนผู้เรียนจบจากประเทศตะวันตกโดยเฉลี่ยสูงกว่าพื้นที่อื่น คำถามมีอยู่ว่า แล้วคนเหล่านี้ไม่รู้จักและไม่รักประชาธิปไตยอย่างนั้นหรือ
คนชั้นกลางหรือคนกรุงเทพฯ หรือแม้แต่คนในเขตเมืองใหญ่ ได้ชื่อว่าเป็นผู้รักและหวงแหนสิทธิเสรีภาพของตนมากที่สุด ถ้ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับเสรีภาพของพวกเขา พวกเขาจะเป็นกลุ่มแรกที่ออกมาส่งเสียงโวยวายโดยไม่สนใจว่าคนที่ปกครองเขาอยู่นั้นเป็นอำมาตย์หรือนายทุน
แต่ทำไมตลอดมานับแต่หลังปี 2534 จนถึงก่อนยุคของทักษิณ พวกเขาไม่เคยรู้สึกว่าขาดแคลนเสรีภาพและประชาธิปไตย ดังนั้น อย่างน้อยก็แสดงว่าบ้านเมืองภายใต้ "อำมาตย์" (ตามจินตนาการของฝ่ายทักษิณ) มีเสรีภาพและประชาธิปไตยมากพอสมควร ขณะที่พวกเขาทนไม่ได้ในยุคทักษิณ (อย่าอ้างเหตุผลผิดๆ อีกล่ะว่าคนชั้นกลางได้รับประโยชน์จากอำมาตย์)
ในด้านเศรษฐกิจหรือความเจริญทางวัตถุ ที่จะใช้เป็นตัวชี้วัดว่า "อำมาตย์" ถ่วงความเจริญและประชาธิปไตยของประเทศจริงหรือไม่นั้น
ก็อย่าลืมว่า นับตั้งแต่ราว พ.ศ.2530 เป็นต้นมา เศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตร้อนแรง ขยายตัวต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นหนึ่งในดาวเด่นของภูมิภาคเอเชีย ตลาดหุ้นของไทยขึ้นไปสูงสุดที่ 1,700 จุด เมื่อปี 2537 (นายชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ) จนบัดนี้ยังไม่มีรัฐบาลไหนลบสถิติได้ แม้แต่ยุคทักษิณ
ขณะที่รัฐบาลที่ก่อวิกฤตเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2540 คือรัฐบาลที่มี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี และมีรองนายกรัฐมนตรีชื่อ ทักษิณ ชินวัตร หลังจากมีการลอยตัวค่าเงินบาท
และมีการเล่าลือกันให้แซดว่านักการเมืองในรัฐบาลบางคนในขณะนั้น รู้ข้อมูลวงในล่วงหน้าว่าจะมีการลดค่าเงินบาท จึงฉวยโอกาสฟันกำไรค่าเงินอื้ออยู่รายเดียว ขณะที่บริษัทอื่นขาดทุนค่าเงินจนเลือดไหลแทบล้มประดาตา

กลับมาที่ประเด็นของประชาธิปไตย แท้จริงแล้วส่วนใหญ่คนที่ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายเสื้อแดง ไม่ได้เกี่ยวกับว่าพวกเขาเชียร์เจ้าหรือฝักใฝ่อำมาตย์ แต่พวกเขาพิจารณาเนื้อแท้ว่า สิ่งที่ปรากฏอยู่นั้นเป็นประชาธิปไตยจริงหรือไม่ หรือเป็นแค่เปลือก ซึ่งพวกเขาเห็นว่าประชาธิปไตยยุคทักษิณเป็นแค่เปลือก 
หรือหากจะมีอำมาตย์อยู่จริง คนชั้นกลางหรือคนที่ไม่เลือกพรรคของคุณทักษิณ เขาก็เห็นว่าเอาเข้าจริงบ้านเมืองยุคอำมาตย์ยังมีคุณธรรมมากกว่า สงบสุขมากกว่า เพราะอย่างน้อยอำมาตย์ก็ไม่มีการปลุกระดมสร้างภาพลวงตาคนให้เกลียดชังแตกแยกกันทางชนชั้น ผิดกับยุคนี้ที่ฝ่ายที่อ้างว่ารักประชาธิปไตย แต่ชอบปลุกระดมบ่มเพาะให้คนเกลียดชังกันทางชนชั้นจนแทบจะฆ่ากันวันนี้วันพรุ่งก็ยังได้ อีกทั้งพฤติกรรมที่ทำตัวก้าวร้าวข่มขู่คุกคาม ข่มเหงคนอื่นที่เห็นต่าง ใช้กฎม็อบเหนือกฎหมาย แต่ยังดันคิดว่าตัวเองเป็นนักประชาธิปไตยนั้น ยิ่งทำให้คนจำนวนมากเบื่อหน่ายเอือมระอาถึงขั้นโกรธ และข้องใจว่าจริงๆแล้วฝ่ายสีแดงเข้าใจประชาธิปไตยครบถ้วนและถ่องแท้หรือไม่
บรรพบุรุษของไทยได้สร้างสิ่งที่ดีไว้ นั่นคือทำให้คนไทยทุกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์อยู่ร่วมกันได้ ไม่ขัดแย้งเกลียดชังกันทางชนชั้น เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์หรือศาสนา แต่อีกไม่นานจากนี้ไปเราคงเหมือนประเทศด้อยพัฒนาอีกหลายประเทศเช่นรวันดาที่ต้องฆ่ากันเพราะขัดแย้งกันเรื่องชนชั้น เชื้อชาติเพราะประชาธิปไตยแต่เปลือกนี่ล่ะ
นี่คือเหตุผลหลักที่คนอีกจำนวนมาก ไม่อาจจะยอมรับและเห็นด้วยกับประชาธิปไตย "สีแดง" ถ้าคนเสื้อแดงยังหาเหตุผลที่แท้จริงไม่เจอว่าทำไมคนอีกมากไม่ยอมรับ ก็ยากนักที่ประชาธิปไตยสีแดงจะเบ่งบานในใจคนทั้งประเทศ