ก่อนที่จะย้อนข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารงานในยุครัฐบาลชวน 2 หลังรับช่วงต่อจากที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากนายกรัฐมนตรี ขอให้รายละเอียดเกี่ยวกับความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่าง นายทนง พิทยะ รมว.คลัง ผู้ประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในวันที่ 2 ก.ค.2540 กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้เกิดความเข้าใจเสียก่อนว่ามีความสนิทแนบแน่นลึกซึ้งเพียงใด จึงทำให้ธุรกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ รอดจากพิษค่าเงินบาท ในขณะที่ธุรกิจอื่นทั่วประเทศล้มกันระเนระนาด
นายทนง เคยทำงานเป็นกรรมการบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นลูกน้อง พ.ต.ท.ทักษิณ และเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาได้รับตำแหน่งสำคัญในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เรืองอำนาจ อาทิ ประธานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประธานบอร์ดการบินไทย รมว.พาณิชย์ และ รมว.คลัง จนทำให้เกิดฉายาว่า เป็น “ยาสามัญประจำบ้าน” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ล่าสุดเขาให้สัมภาษณ์กับเว็บไซด์ thaipublica ในตอนหนึ่งว่า “เขาเป็นยาสามัญประจำบ้านที่หมดอายุแล้ว”
ยาสามัญประจำบ้านที่หมดอายุแล้วของ พ.ต.ท.ทักษิณ เกือบทำให้เศรษฐกิจไทยสูญสิ้น โดยทำข้อตกลงกับไอเอ็มเอฟผูกมัดเงื่อนไขที่ไทยต้องปฏิบัติตามที่ไอเอ็มเอฟกำหนดอย่างเข้มงวด จึงเป็นเรื่องตลกร้ายสิ้นดีที่สื่อมวลชนในขณะนั้นโจมตีว่า รัฐบาลชวนเป็นเด็กดีของไอเอ็มเอฟ ทั้งที่ความจริงคือรัฐบาลในขณะนั้นไม่สามารถทำอะไรที่นอกเหนือจากเงื่อนไขไอเอ็มเอฟที่รัฐบาลพล.อ.ชวลิต ไปตกลงเอาไว้ได้ จึงกลายเป็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำให้ไทยเป็นทาสไอเอ็มเอฟ ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้ปั๊มหัวใจเข็นเเศรษฐกิจไทยออกจากห้องไอซียู โดยในขณะนั้นมี นายศุภชัย พานิชภักดิ์ เป็น รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ และนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ เป็น รมว.คลัง ซึ่งสื่อมวลชนในช่วงดังกล่าวว่าให้ฉายาว่า “ดรีมทีมเศรษฐกิจ”
ปัญหาที่รัฐบาลพล.อ.ชวลิต ทิ้งไว้
1 ทุนสำรองระหว่างประเทศตกต่ำ และปัญหาความเชื่อมั่นต่อค่าเงินบาท
2 ปัญหาความมั่นคงของสถาบันการเงินและกองทุนฟื้นฟูฯ
3 ปัญหาอัตราดอกเบี้ยสูง
4 ปัญหาอัตราเงินเฟ้อสูง
5 ปัญหาการไหลออกของเงินทุนในลักษณะตื่นตระหนกจนขาดสภาพคล่อง
6 ผลกระทบทางสังคมจากวิกฤตเศรษฐกิจ
7 เกิดความไม่มั่นใจในนโยบายและมาตรฐานทางเศรษฐกิจของรัฐบาล
สิ่งที่เห็นชัดเจนว่า รัฐบาลชวน 2 แก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบที่จะชี้ให้เห็นเป็นอันดับแรกคือ ปัญหาอัตราดอกเบี้ยสูง ดังนี้
ปลายปี 39 รัฐบาลชวลิตเพิ่งเข้ามาบริหาร ดอกเบี้ย MRR อยู่ที่ 13.00-14.75%
ปลายปี 40 หลังรัฐบาลชวลิตลาออกแล้ว ดอกเบี้ย MRR อยู่ที่ 15.50-18.00%
ปลายปี 41 หลังประชาธิปัตย์เข้ามาบริหาร 1 ปี ดอกเบี้ย MRR อยู่ที่ 12.00-15.25%
ปลายปี 42 หลังประชาธิปัตย์เข้ามาบริหาร 2 ปี ดอกเบี้ย MRR อยู่ที่ 8.50-10.50%
ปลายปี 43 หลังประชาธิปัตย์เข้ามาบริหาร 3 ปี ดอกเบี้ย MRR อยู่ที่ 8.00-9.50%
ซ่อมบ้านเสียงดังคนรำคาญจนลืมดูความสำเร็จ
ลิงค์สัมภาษณ์ทนง พิทยะ
http://thaipublica.org/2012/07/series-15-years-of-crisis-1/
ในวันที่รัฐบาลชวน 2 เข้ามาบริหารประเทศนั้นรัฐบาลชวลิตได้นำเศรษฐกิจไทยเข้าสู่แผนปฏิรูปการเงินการคลังและระบบสถาบันการเงินและการขอความช่วยเหลือทางการเงินและวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ ไอเอ็มเอฟ เรียบร้อยแล้วสาเหตุที่ไทยต้องกู้เงินจาก IMF เป็นเพราะว่าเงินสำรองระหว่างประเทศต่ำกว่าเกณฑ์เนื่องล้มเหลวในการปกป้องค่าเงินบาทเหลืออยู่เพียงแค่ประมาณ 600 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น คู่ค้าของไทยจึงไม่ยอมรับ L/C จากประเทศไทย จึงจำเป็นต้องกู้เงินจาก IMF 17,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นการกู้มาเก็บเพื่อให้เกิดหลักประกันว่าไทยมีความสามารถชำระหนี้ให้ต่างประเทศได้ภายในเวลา 3 เดือน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากคู่ค้า
ภายใต้การบริหารของรัฐบาลชวนไม่ได้ใช้เงินกู้ทั้งหมดแต่ใช่เพียง 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพราะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจดีกว่าที่ IMF คาดเอาไว้
ขณะที่ ปรส.ซึ่งตกเป็นจำเลยว่ามีการทุจริตนั้น ก็เกิดขึ้นตาม พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ที่ออกโดยรัฐบาลชวลิต และการประกาศปิดสถาบันการเงิน 58 แห่งก็เกิดจาก ปรส.ชุดที่รัฐบาลชวลิตตั้งขึ้นอีกเช่นเดียวกัน ไม่ใช่สมัยชวน 2 เป็นผู้ปิดสถาบันการเงินเหล่านั้นตามที่มีความพยายามจะทำให้เกิดความเข้าใจผิด
ที่น่าสนใจคือมีสถาบันการเงิน 2 แห่ง คือ บง.เกียรตินาคินฯ และ บงล.บางกอกอินเวสเมนต์ที่สามารถเปิดดำเนินกิจการใหม่ได้ ส่วนที่เหลือ 56 แห่งถูกนำเข้าสู่กระบวนการขายทรัพย์สินเพื่อชำระบัญชี มาถึงตรงนี้หลายคนคงพอนึกออกว่าไม่ใช่เพียงแค่ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่รอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงนั้นแต่ยังพ่วง บง.เกียรตินาคินซึ่งเป็นของภรรยาคือนางพนิดา (วัธนเวคิน) นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา ซึ่งในขณะนี้ดำรงตำแหน่งเป็น รองนายกฯและรมว.ศึกษาธิการในรัฐบาลชุดนี้รวมอยู่ด้วย
ในขณะที่บ้านเมืองเผชิญหน้ากับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ คนไทยโหยหาความหวังใหม่ ๆ เพราะเกิดความเบื่อหน่ายในการแก้ปัญหาของรัฐบาลชวน 2 เนื่องจากเห็นว่าเชื่องช้า ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้งไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้รวดเร็วแบบพลิกฝ่ามือ ช่องว่างตรงนี้เองที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับโดดเด่นขึ้นมาอีกครั้งทางการเมืองด้วยการตั้งพรรคไทยรักไทย ดูใหม่ สด เต็มไปด้วยความหวังและนโยบายประชานิยมที่หวือหวาเป็นที่ตื่นตาตื่นใจของคนทั้งประเทศ จนมองเห็นรัฐบาลชวน 2 ที่กำลังซ่อมบ้านอยู่เป็นเพียงกรรมกรที่ไร้ค่าในสายตาของชาวบ้านทั้งที่ทุ่มเทอย่างหนักในการซ่อมบ้านให้กลับมาเป็นบ้านอีกครั้ง
ประกอบกับการใช้การตลาดนำการเมืองอย่างมีประสิทธิภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยมีสื่อเป็นเครื่องมือ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนไทยเข้าใจว่ารัฐบาลชวน 2 บริหารผิดพลาด และลืมไปว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คือส่วนหนึ่งของรัฐบาลชวลิตที่ลากไทยไปเป็นทาส IMF โดยมีการโจมตีอย่างหนักเกี่ยวกับการประมูลสินทรัพย์ของ ปรส.ว่าขายให้ต่างชาติมากกว่าคนไทย ท้้งที่ไม่เป็นความจริง เนื่องจากสัดส่วนการขายสินทรัพย์ของปรส.นั้นส่วนใหญ่เป็นผู้ประมูลไทยรวม 55.57% และรายใหญ่ที่สุดคือ บบส. ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐที่ประมูลสินทรัพย์ไปถึง 197,047 ล้านบาท หรือคิดเป็น 29.08 % ของผู้่ประมูลไทย ส่วนต่างชาตินั้นประมูลสินทรัพย์จาก ปรส.คิดเป็นสัดส่วน 44.43%
แต่คนไทยกลับเข้าใจว่า ปรส.ให้ต่างชาติประมูลแต่ปิดโอกาสนักธุรกิจไทย ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่า นสพ.ผู้จัดการคือสื่อที่มุ่งโจมตีในเรื่องนี้มากที่สุดโดยให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน โดยจะได้กล่าวถึงในตอนต่อไป และหลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้เพราะโดนตีจนน่วมระหว่างซ่อมบ้าน สิ่งที่ปรากฏตามมาคือ สนธิ ลิ้มทองกุล ไปจัดรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์” ที่ช่อง 9 และถึงกับเคยยกยอปอปั้นว่า “พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุด” กระทั่งมาแตกคอในเรื่องการตั้งสถานีโทรทัศน์ถึงขั้นแตกหักจึงเกิดการแฉตามมา และนับเป็นคุณูปการส่วนหนึ่งที่คนชื่อ สนธิ ทำให้กับประเทศชาติ คือการฉายภาพความเลวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สังคมได้เห็นอย่างชัดเจนมากขึ้น
บทสรุปในการบริหารยุคชวน 2 มีหนี้สาธารณะประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ในขณะที่หนี้สาธารณะยุค พ.ต.ท.ทักษิณ 1 ที่โฆษณาชวนเชื่อว่าเป็นผู้ปลดแอกไทยจากการเป็นทาสของไอเอ็มเอฟนั้นหนี้สาธารณะพุ่งไปถึง 1.1 แสนล้านบาท แถมยังเป็นคนปลุกระดมมวลชนเรื่องกฎหมายขายชาติ ทั้งที่รัฐบาลชวลิตเป็นผู้ไปตกลงเงื่อนไขไว้ เมื่อมาเป็นรัฐบาลก็ พ.ต.ท.ทักษิณ นี่แหละที่นำสมบัติของชาติไปขายอย่างกระตือรือร้นทั้ง การบินไทย และ ปตท. มาถึงตรงนี้คงถึงบางอ้อแล้วว่าคนทำชาติเจ๊งและเอาสมบัติชาติไปขายคือ คน ๆ เดียวกันที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ประเด็นที่มีการโจมตีรัฐบาลชวน 2 อย่างหนักคือ การประมูลขององค์กรปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส) ที่มีนายอมเรศ ศิลาอ่อน เป็นประธาน และนายวิชรัตน์ วิจิตรวาทการ เป็น เลขาฯ โดยมีความพยายามกล่าวหาว่า รัฐบาลชวน 2 ร่วมกับบริษัทเลแมนบราเธอส์ โฮลดิ้ง อิ้งค์ จำกัด ทำให้รัฐเสียหายหลายแสนล้านบาท ทั้งที่ความจริงแล้วการบริหาร ปรส.มิได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาล อีกทั้งยังปฏิบัติตาม พ.ร.ก.ที่ออกในสมัยพล.อ.ชวลิตดังที่ได้เคยให้ข้อมูลไว้แล้ว
นอกจากนี้ยังทำให้สังคมเข้าใจผิดว่าบริษัทดังกล่าวได้ประมูลในราคาต่ำเพียงแค่ 10-15 % ทั้งที่ความจริงบริษัทเลแมนประมูลจาก ปรส. มียอดคงค้างทางบัญชี 24,616.95 ล้านบาท และประมูลขายด้วยราคา 11,520 ล้านบาท หรือคิดเป็น 46.80 % ไม่ใช่ 10-15 % ตามที่มีการกล่าวหาแต่อย่างใด รวมถึงการกล่าวหาว่าบริษัทเลแมนฯคือรายใหญ่ที่ประมูลสินทรัพย์จาก ปรส.ก็ไม่เป็นความจริง เพราะต่างชาติรายใหญ่ที่ประมูลสินทรัพย์จาก ปรส.คือ โกลด์แมน แซคส์ เอเชีย ไฟแนนซ์
โดยขั้นตอนการทำงานของ ปรส.คือ ไฟแนนซ์ทำแผนฟื้นฟูเสนอ ปรส. จากนั้นหาก ปรส.ให้ความเห็นชอบแผนดังกล่าวจึงดำเนินการฟื้นฟู แต่ถ้าไม่ผ่านความเห็นชอบของ ปรส.ก็จะมีการนำสินทรัพย์มาชำระบัญชี
ปัญหาที่เกิดขึ้นและเป็นคดีความที่ศาลอาญาได้ตัดสินไปแล้วเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 55 เกี่ยวกับกรณีบริษัทเลแมนฯเป็นบริษัทให้คำปรึกษากับกองทุนฟื้นฟูฯและ เลแมนฯบริษัทแม่เป็นผู้ประมูลได้ ถือว่ามีความไม่โปร่งใสมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดยพิพากษาจำคุกนายอมเรศและนายวิชรัตน์ ฐานทำความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 โดยมีความผิดฐานไม่เรียกเก็บเงินงวดแรกในการขายสินทรัพย์ให้กับบริษัทเอกชนเลห์แมนบราเธอร์ส โฮลดิ้ง อิ้งค์ จำกัดจำนวน 2,304 ล้านบาท ตามหลักเกณฑ์กำหนดที่ไว้ ผิดตาม พรบ.ว่าด้วย ความผิดพนักงานในองค์กรของรัฐ จึงพิพากษาจำคุกจำเลยทั้ง 2 เป็นเวลา 2 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท ให้รอลงอาญา 3 ปี เพราะเคยทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ จะเห็นได้ว่าหากนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ รมว.คลังมีความเกี่ยวข้องในการบริหาร ปรส.จริงหรืออยู่ภายใต้กำกับดูแลของนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี ย่อมมีการดำเนินคดีกับบุคคลทั้งสองไปแล้ว แต่เป็นเพราะการบริหารของ ปรส.ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลดังที่ได้กล่าวแล้วในข้างต้นจึงไม่มีรัฐมนตรีในรัฐบาลชวน 2 ถูกดำเนินคดีจากข้อกล่าวหาเรื่องการประมูลสินทรัพย์ของ ปรส.แต่อย่างใด
การกล่าวหาด้วยการสร้างวาทกรรมให้คนเชื่อว่า รัฐบาลชวน 2 ร่วมกับบริษัทเลแมนโกงเป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาทจึงเป็นเท็จโดยสิ้นเชิง เพราะความจริงคือการขายสินทรัพย์ของ ปรส.ให้กับเลแมนนั้นอยู่ในราคา 46.80% ไม่ใช่ 10-15% ตามที่สื่อประโคมแต่อย่างใด
ความผิดของรัฐบาลชวน 2 เกี่ยวกับเรื่องนี้คือ ปล่อยให้ถูกกล่าวหาซ้ำ ๆ โดยไม่มีการให้ข้อมูลที่ถูกต้องจนทำให้คนเชื่อข้อมูลดังกล่าว ซึ่งก็เป็นวิธีการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้ในช่วงก่อตั้งตั้งพรรคไทยรักไทยในการทำลายคู่แข่งทางการเมือง ด้วยการใช้สื่อบิดเบือนข้อมูล ตอกย้ำทุกวันจนทำให้คนเชื่อ และโฆษณาชวนเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คือ ฮีโร่ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งที่เป็นรองนายกฯในรัฐบาลที่่นำไทยไปเป็นทาส IMF
รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็ดำเนินตามรอยยุทธศาสตร์ของพี่ชายเช่นเดียวกัน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์อ่อนด้อยในเรื่องการสื่อสารกับประชาชน ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่พรรคต้องตีให้แตกและสื่อสารความจริงถึงประชาชนให้ได้ มิเช่นนั้นก็คงตกอยู่ในสภาพแพ้เลือกตั้งซ้ำซากเหมือนที่เป็นอยู่ในเวลานี้
ผลจากการบริหารประเทศของรัฐบาลชวน 2 แก้ปัญหาหนี้เน่าอย่างมีประสิทธิภาพ ยุคทักษิณ 1 เพียงแต่มาต่อยอดจากสิ่งที่รัฐบาลชวน 2 ทิ้งมรดกไว้ให้เท่านั้น โดยจากยอดหนี้คงค้าง ในปี 2541 อยู่ที่ 2.67 ล้านล้านบาท ลดลงตามลำดับดังนี้ ปี 2542 เหลือ 2.09 ล้านล้านบาท และปี 2543 เหลือ 0.86 ล้านล้านบาท จนมาถึงช่วงรอยต่อระหว่างรัฐบาลชวนกับทักษิณในปี 2544 หนี้คงค้างเหลือ 0.48 ล้านล้านบาท
ฟื้นเศรษฐกิจอย่างยากลำบาก จากพระเอกกลายเป็นจำเลย
ในฐานะเป็นสื่อมวลชนก่อนเขียนบทความนี้ ต้องกล่าวคำขอโทษคนไทยทุกคนด้วยสำนึกว่านับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาสื่อได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้ามอย่างเป็นระบบยาวนานมาถึง 15 ปี ในปี 2555 นี้จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดคนไทยในยุคปัจจุบันจำนวนมากจึงแยกดีชั่วถูกผิดไม่ได้
ตั้งแต่ ครม.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นรองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ลากไทยไปเป็นทาส IMF เนื่องจากการบริหารที่ผิดพลาดทางด้านเศรษฐกิจของทั้งรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อรัฐบาลชวน 2 เข้ามาบริหารประเทศก็ต้องปฏิบัติตามพันธะสัญญาที่เป็นมรดกบาปทั้งหมด
ILO NO.1 ทำในสมัยรัฐบาลพล.อ.ชวลิต
ILO NO.2 ทำในระหว่างรอยต่อรัฐบาลพล.อ.ชวลิตและรัฐบาลชวน 2ILO NO.3-11 ทำในสมัยรัฐบาลชวน 2 ที่เข้ามาแก้ไขวิกฤตของชาติ ซึ่งในขณะนั้นมีการปั่นกระแสให้รู้จักกันในนามของ “กฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ” ด้วยการโหมกระพือข่าวจากสื่อมวลชนที่หากินกับผลประโยชน์จากกลุ่มบุคคลที่ทำให้ชาติเกิดวิกฤต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญและมีผลอย่างยิ่งที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ กลายเป็นคนขายชาติ ทั้งที่เงื่อนไขทั้งหมดทำมาจากสมัยรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ซึ่งต้องขอย้ำว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นรองนายกรัฐมนตรี
และเมื่อตรวจสอบช่วงเวลาที่มีการลงนามใน LOI ฉบับที่ 1 กับ IMF (14 สิงหาคม 2540) ปรากฎว่าทีมงานของรัฐบาลเชาวลิตที่ดำเนินการเรื่องนี้ได้แก่
- นายทนง พิทยะ รมต.คลัง
- นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เลขาฯ รมต.คลัง
นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ผู้ว่าการ ธปท. ต่อมาทำงานในเครือ SHIN
ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ เนื้อหาใน LOI ฉบับที่ 1 ที่ลงนามกันนั้นระบุว่า รัฐบาลจะดำเนินการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ รวมถึงเสนอกฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจ (Corporatization Law) ในปีงบประมาณ 2541จึงมีการตั้ง คณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ (กนร.) จัดทำ ร่าง พ.ร.บ. ทุนของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งในที่สุก กนร. นี้ก็ได้รับหลักการร่าง พ.ร.บ. ทุนของรัฐวิสาหกิจ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2540 โดยประธานคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ มีชื่อว่า ทักษิณ ชินวัตร
แต่สถานการณ์กลับพลิกหน้ามือไปเป็นฝ่าตีนได้โดยทำให้รัฐบาลชวน 2 กลายเป็นรัฐบาลขายสมบัติชาติ ทั้ง ๆ ที่ทั้งหมดมันเริ่มมาตั้งแต่ยุคพล.อ.ชวลิต และ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มีส่วนเกี่ยวข้องมาตั้งแต่ต้น เรียกว่าฏิบัติตามเงื่อนไขของ IMF ทุกประการ และยังเป็นจุดเริ่มต้นของกฎหมายขายชาติ 11 ฉบับอันเป็นพันธะที่รัฐบาลชวน 2 ต้องมาปฏิบัติตาม แต่คนทำพังกลับกลายมาเป็นคนตราหน้าคนสร้างบ้านใหม่ว่าเป็นต้นเหตุให้บ้านพัง ก่อนจะเข้ามาเสวยสุขในบ้านที่สร้างเสร็จแล้วจากรัฐบาลชวน 2 อย่างไม่ละอาย
รัฐบาลชวน 2 ในขณะนั้นยังได้วางระบบการเงินที่เข้มแข็งมากขึ้น โดยการแก้ปัญหาทุกอย่างต้องใช้เวลาทำให้คุณชวน ได้สโลแกนติดตัวกลายเป็นภาพลักษณ์ที่ลบไม่ออกมาถึงทุกวันนี้คือ “ชวนเชื่อช้า” ซึ่งก็ต้องบอกกันอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นเพราะสื่อที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงก็มิได้เข้าใจสภาพการณ์ที่แท้จริงในการแก้ปัญหา แต่เชื่อตามคำบอกเล่าของผู้ที่ต้องการปั่นกระแสให้รัฐบาลชวน 2 เป็นแพะรับบาปในวิกฤตต้มยำกุ้ง
แต่ความจริงที่เกิดขึ้นคือ GDP ที่ในปี 2540 ติดลบ 1.4% หนักสุดในปี 2541 ร่วงกราวรูดลงมาติดลบที่ 10.2 % จนกลับมาเป็นบวก 4.2 ในปี 2542 ภายใต้การบริหารของรัฐบาลชวน 2
ข้อเท็จจริงอีกประการคือ เงินกู้ IMF เป็นเงินกู้แบบ Stand-by ที่มีระยะเวลาเบิกถอน 2 ปี 10 เดือน คือตั้งแต่ สิงหาคม 2540 จนถึงเดือนมิถุนายน 2543 แต่ฐานะดุลการชำระเงินดีขึ้นมาก รัฐบาลไทยในขณะนั้นจึงตัดสินใจไม่เบิกถอนเงินกู้
ตั้งแต่ มิถุนายน 2542 หมายถึง หยุดเบิกถอนก่อนกำหนดถึง 1 ปี
(ข้อมูลจาก ธปท. อยู่ในข้อที่ 7.การให้ความช่วยเหลือของ IMF... สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ที่ http://www.bot.or.th/BOTHomepage/BankAtWork/AboutBOT/InternationalAffairs/InterCentralBank/IMF/8-11-2000-Th-i/imf.htm)
สร้างบ้านจนเสร็จคนเผาบ้านกลับมาเสวยสุขแทน
ตลอดเวลาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีไม่เคยให้ความเคารพต่อระบบรัฐสภา และเป็นนายกรัฐมนตรีี่ที่ไม่เคยถูกยืนญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะบริหารดีจนฝ่ายค้านหาข้อมูลมาเปิดโปงไม่ได้ แต่เป็นเพราะ รธน.ปี 40 กำหนดเสียงการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีว่าต้องใช้ส.ส.ไม่น้อยกว่า 2 ใน 5 ของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ หรือประมาณ 200 เสียงขึ้นไป จึงทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หลีกเลี่ยงการตรวจสอบโดยการควบรวมพรรคการเมืองให้ได้เสียงมากที่สุด จนฝ่ายค้านมีเสียงไม่พอที่จะตรวจสอบนายกรัฐมนตรีที่น่าสนใจคือพฤติกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เคารพระบบรัฐสภาเฉพาะปากแต่พฤติกรรมตรงกันข้ามกับคำพูด ใช้สภาเป็นเพียงแค่ฝ่ายกฎหมายให้ตระกูลชินในการออกกฎหมายเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจเป็นส่วนใหญ่ โดยตลอดการเป็นนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าสภาเพียง 12 ครั้ง และไม่เคยตอบกระทู้สดของฝ่ายค้ายเลยแม้แต่ครั้งเดียว แทบจะไม่แตกต่างจากนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เข้าสภานับครั้งได้ และเคยตอบกระทู้สดของฝ่ายค้านเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น เนื่องจากเป็นกระทู้สดที่ต้องตอบด้วยตัวเองหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในกรณีแต่งตั้ง นางนลินี ทวีสิน ซึ่งถูกห้ามทำธุรกรรมทางการเงินกับสหรัฐเป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พฤตืกรรมของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังหนีสภาไปว.5 ที่โฟร์ซีซั่นในวันเดียวกับที่สภาล่มเพราะองค์ประชุมไม่ครบทั้งที่รัฐบาลมีเสียงส.ส.จำนวนมาก และยังเกิดสภาพหวิดล่มอีกหลายครั้งแต่ประธานชิงปิดการประชุมหนีไปเสียก่อนนอกจากการตรวจสอบการบริหารบ้านเมืองจะทำได้ยากแล้ว แม้แต่การตรวจสอบการใช้จ่ายของรัฐบาลก็ทำได้ยากยิ่งไม่แพ้กัน เพราะรัฐบาลทักษิณใช่้วิธีซุกหนี้ไว้กับธนาคารของรัฐ ไม่ต่างจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพียงแต่ปัญหาการขาดสภาพคล่องของธนาคารรัฐไม่เคยปรากฏให้เห็นในยุคทักษิณ แต่ปรากฏชัดเจนกับ ธกส.จนถึงขั้นต้องขอเพิ่มทุน และไม่มีเงินจ่ายชาวนา อีกทั้งการสำรวจล่าสุดยังพบว่าชาวนาเป็นหนี้เพิ่มถึงครัวเรือนละกว่า 1 แสนบาทด้วยทั้งนี้ถ้ารวมตัวเลขหนี้รัฐบาลทักษิณจากนโยบายประชานิยมผ่านกองทุนต่าง ๆ ซึ่งไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากสภาอาจมีมูลค่าสูงถึง 5-6 แสนล้านบาท เท่ากับว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP ในยุคทักษิณของจริงจะสูงถึงร้อยละ 49-50 ที่สำคัญคือรัฐบาลทักษิณยังหลบหนีการตรวจสอบเรื่องฐานะทางการคลังของรัฐบาลที่เคยให้ประชาชนเข้าไปตรวจสอบข้อมูลได้ผ่านเว็บไซด์ของกระทรวงการคลัง โดยไม่มีการเคลื่อนไหวของข้อมูลอีกเลยหลังจากปี 2548 ทำให้ไม่มีใครรู้สภาพที่แท้จริงทางการคลังของประเทศว่าเป็นอย่างไรในปี 2549 นอกจากนี้รัฐบาลทักษิณที่อ้างว่าเป็นผู้ล้างหนี้ให้ประเทศนั้นแท้จริงแล้วได้ก่อหนี้ให้กับประเทศอย่างมหาศาลถึง 1.3 ล้านล้านบาท และมีแผนกู้เงินทำเมกะโปรเจค 1.7 ล้านล้าน ซึ่งจะต้องกู้เงินถึง 7 แสนล้านบาท โดยกำหนดแผนการกู้เงินแบ่งเป็นในประเทศ 4 แสนล้านและต่างประเทศอีก 3 แสนล้านบาท ที่สำคัญคือมีการออก พ.ร.ก.กู้เงินถึง 7.8 แสนล้านบาท มากกว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ที่เข้ามาบริหารประเทศในช่วงวิกฤตซ้อนวิกฤาทั้งเศรษฐกิจและการเมือง โดยรัฐบาลในขณะนั้้นออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน และยกเลิกการออก พ.ร.บ.เงินกู้อีก 4 แสนล้าน เมื่อพบว่าไม่มีความจำเป็นเพราะสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจให้มีความเข้มแข็งได้ในระดับหนึ่งแล้วการบริหารและวิธีคิดด้านการใช้เงินของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในปัจจุบันก็มิได้แตกต่างไปจากรัฐบาลทักษิณเลยแม้แต่น้อย โดยมีการซุกหนี้ตามธนาคารรัฐ และที่สำคัญคือจงใจโยกหนี้ 1.14 ล้านบาทออกจากงบประมาณไปเป็นความรับผิดชอบของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อลดจำนวนหนี้ในงบประมาณลงเปิดทางให้กู้เพิ่มได้มากขึ้น และยังมีการหลอกตัวเลขหนี้ต่องบประมาณจาก 9%เป็น 12% เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการโอนหนี้ดังกล่าวไปที่ ธปท.ด้วย นอกจากนี้ภายใต้การบริหารงานเพียงปีเศษ รัฐบาลชุดนี้กู้เงินแล้วไม่ต่ำกว่า ล้านล้านบาท ประกอบด้วย พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้าน พ.ร.ก.กองทุนประกันภัย 5 หมื่นล้าน ฯลฯ โดยหนี้สาธารณะล่าสุดในวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 สูงถึง 44.19% ต่อ GDP เพิ่มจากปี 2554 ถึง 1.92% และยังมีแผนก่อหนี้เพิ่มอีก 2.2 ล้านล้านบาทด้วยที่น่าจับตาอย่างใกล้ชิดคือกรณีที่ ยิ่งลักษณ์สั่งให้สำรวจทรัพย์สินและประเมินราคาเพื่อใช้เป็น “มูลค่าทรัพย์สินของทางราชการ” นำไปเป็นหลักประกันในการกู้เงินจากต่างชาติ เนื่องจากในปัจจุบันหนี้รัฐบาลหรือหนี้ที่รัฐวิสาหกิจไปกู้โดยรัฐบาลค้ำประกันเริ่มติดเพดาน จึงกล้าคิดถึงขนาดเอา “ประเทศมาตีราคาเป็นสินทรัพย์” ซึ่งแทบจะไม่ต่างอะไรกับการเอาประเทศไปจำนำหรือค้ำประกันการกู้เงินของรัฐบาลจนหนี้ท่วมประเทศเพื่อมาต่อยอดประชานิยมซื้อเสียงคนไทยบนความหายนะของประเทศยุคปูก่อวิกฤตหนี้เตรียมลากประเทศค้ำประกันเงินกู้ !
หากเราแกะรอยจากคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร วันที่โฟนอินเข้ามาเวทีเสื้อแดงที่เมืองทองธานี ระบายความอัดอั้นตันใจเกี่ยวกับสมบัติของตัวเองว่ามีฐานะมั่งคั่ง 6 หมื่นล้านบาทมาต้งแต่เป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรม และมีลูกคู่อย่างพานทองแท้ ชินวัตร ออกมาช่วยพ่อขยายผลความขั่วของตัวเองผ่านเฟซบุ๊ค โดยย้อนไปดูทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณในยุคที่ยังเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรมว่ามีมูลค่า 6 หมื่นล้านหรือไม่ และได้แสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.อย่างโปร่งใสหรือเปล่า
เมื่อตรวจสอบทรัพย์สินของ “ทักษิณ” และครอบครัวจากราชกิจจานุเบกษา เล่ม 116 ตอนพิเศษ 51 ง วันที่ 14 กรกฎาคม 2542 หน้า 11 จะพบการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวในวันรับตำแหน่ง 7 พฤศจิกายน 2540 และวันพ้นตำแหน่ง 4 ธ.ค. 2540 ที่แจ้งต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. จะพบว่า
1.วันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 ช่วงรับตำแหน่งรองนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบมีทรัพย์สินทั้งสิ้น 21,069,291,386.73 บาท 2.วันที่ 4 ธันวาคม 2540 ช่วงพ้นตำแหน่งรองนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบมีทรัพย์สินทั้งสิ้น19,067,295,520.73 บาท 3.เมื่อนำการแจ้งทรัพย์สินทั้งสองครั้งมาเปรียบเทียบกัน พบว่า ทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวลดลง 2,001,995,866 บาท
ดังนั้นการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และพานทองแท้ที่ให้พานทองเทียมเขียนเฟศบุ๊คให้โดยคุยโวว่าร่ำรวยมีทรัพย์สิน 6 หมื่นล้านบาทมาตั้งแต่ช่วงปี 2538 ยิ่งเป็นหลักฐานมัดว่า พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว ซุกทรัพย์สินไว้ถึง 4 หมื่นล้านบาท ตั้งแต่ยุครัฐบาลชวลิตในขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็น รองนายกรัฐมนตรีแล้ว เท่ากับว่า เริ่มต้นการเมืองด้วยการทำผิดรัฐธรรมนูญและกำลังพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อล้างความผิดให้ตัวเอง
คำพูด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอิน 2 มิ.ย.55
"วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ประกาศดับครื่องชน พูดอยู่คำเดียวเรื่อง 46,000 ล้านบาท ให้ไปถาม พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ว่า เมื่อ 18 ปีที่แล้ว มาเชิญผมไปเป็นรัฐมนตรีในปี 2537 ผมมีเงิน 64,000 ล้านบาท ผมรวยเพราะทำมาหากินไม่ได้ปล้นใครมา รวยก่อนมาเป็นนักการเมือง แต่เข้าการเมืองแล้วมีแต่เงินหายไป เป็นเงินของผมและครอบครัวที่ทำมาหากิน แล้วถูกปล้นไป ขอให้เข้าใจว่าเขาปล้นผมไป"
พานทองแท้ ชินวัตร โพสต์เฟซบุ๊ค14 มิ.ย.2555
“ผมจึงได้ให้ทีมงานไปค้นมาปรากฏว่ามีเพียบเลยครับ น่าจะทุกฉบับเลยด้วย(ผู้จัดการรายวันยังมีเลยครับ ลงว่า “รมต.พลังธรรมแสดงทรัพย์-ทักษิณ 6 หมื่นล้าน”เลยครับ) ผมขอยกตัวอย่าง นสพ.ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 19 พ.ย.2537 (เมื่อ 18 ปีที่แล้วครับ ตั้งแต่นสพ.ไทยรัฐยังราคาฉบับละ 5 บาทอยู่เลย) ได้ลงพาดหัวไว้ครับว่า “เปิดขุมทรัพย์รมต.ผัก-แฉทักษิณรวย 6 หมื่นล้าน”
คนดีสละตนเคารพระบบยอมรับกติกา คนชั่วทำลายระบบเปลี่ยนกติกาเพื่อตัวเอง
อำนาจรัฐในมือ ทักษิณ ชินวัตร มิใช่สิ่งที่ได้มาโดยธรรมชาติ เพราะการเติบโตของพรรคไทยรักไทยเริ่มต้นจากการซื้อส.ส.เข้าคอกจนสยายปีกไปถึงการควบรวมพรรคการเมืองจนกลายเป็นพรรคการเมืองใหญ่ ซึ่ง ในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทักษิณ เคยหลุดคำพูดจากหัวใจประชาธิปไตยแบบทักษิณว่า“อยากให้ประเทศไทยเป็นเหมือนสิงคโปร์” ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็เท่ากับว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเพราะระบอบการปกครองของสิงคโปร์ คือ ระบอบประชาธิปไตย มีประธานาธิบดีเป็นประมุข ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ Tony Tankengyam ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 ก.ย.2554 ถือเป็นประธานาธิบดีคนที่ 7 ของสิงคโปร์ และมีนายลี เซียน ลุง เป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งปกครองประเทศมายาวนานถึง 8 ปี นับจากปี 2547-2555 ที่น่าสนใจคือการสืบทอดอำนาจนั้นเสมือนกับการสืบทอดทายาทเพราะลี เซียน ลุง เป็น บุตรชายของ ลี กวน ยู ซึ่งเป็นบิดา การปกครองในระบอบสาธารณรัฐโดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขทางพิธีการ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นประมุขทางด้านบริหาร โดยนับแต่ตั้งประเทศเป็นต้นมา มีรัฐบาลที่มาจากพรรคเดียวเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก มีการควบคุมสิทธิเสรีภาพของสื่อสารมวลชนและประชาชนในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างค่อนข้างเข้มงวดนี่คือระบอบประชาธิปไตยที่ ทักษิณ ใฝ่ฝัน และเคยพูดชัดเจนเกี่ยวกับทัศนคติต่อประชาธิปไตยว่าเป็นเพียงเครื่องมือก้าวขึ้นสู่อำนาจ !ในแง่ความเข้มแข็งของรัฐบาลแบบฝ่ายค้านไร้บทบาท ทักษิณเกือบทำสำเร็จถ้าไม่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นก้างขวางคออยู่ แต่ในยุคที่เขารวบอำนาจได้แบบเบ็ดเสร็จชนิดที่กล้าพูดกับ เสนาะ เทียนทอง แบบชิล ๆ ว่า “จะกลัวอะไรพี่เหนาะ ก.ก.ต.ก็ของเรา” พร้อมกับเปรียบประเทศเป็นเสมือนบริษัท ซึ่งในปัจจุบันการสานต่อทางอำนาจของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เดินตามรอยพี่ชายทุกกระเบียดนิ้ว หากลองเปรียบเทียบดูจะพอเห็นภาพว่าประเทศไทยก็มีสภาพที่ไม่ต่างจากสิงคโปร์เท่าใดนัก โดยเฉพาะการแสดงความเห็นต่างจากรัฐบาลที่จะถูกคุกคาม ข่มขู่ อันมิใช่วิธีการของผู้ที่มีหัวใจยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย เพียงแต่ใช้คำว่าประชาธิปไตยมาบังหน้าเท่านั้น การรวบอำนาจเบ็ดเสร็จทำให้สิงคโปร์เป็นประเทศที่มั่งคั่ง ขณะเดียวกันก็เป็นประเทศที่มีความโปร่งใสติดอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งแตกต่างจากยุคทักษิณที่มีการทุจริตเชิงนโยบายอย่างโจ๋งครึ่ม ใช้ภาษีประชาชนไปสร้างหนี้บุญคุณกับคนจนอย่างไม่มีความละอายใด ๆ ทั้งสิ้น ที่สำคัญคือสิ่งที่คุยโวนักหนาว่าทำเพื่อคนจนนั้นแท้จริงแล้วผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดในยุค ทักษิณ เรืองอำนาจ คือ นักธุรกิจในเครือข่ายของระบอบทักษิณทั้งสิ้นโดยเฉพาะการหากินในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งในยุคดังกล่าวเห็นชัดเจนว่ามีการ “ปั่นหุ้น” มีการถือหุ้นไขว้กันไปมาระหว่างบริษัทต่าง ๆ เมื่อตรวจสอบก็จะพบว่าโยงใยไปถึงคนในรัฐบาลหลายราย โดย กลต.ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวตั้งแต่กลางปี 2548 แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ กรณีตัวอย่างที่จะทำให้เห็นอย่างชัดเจนคือ กรณีการตกแต่งบัญชีและไซฟ่อนเงินที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ฟ้องประเด็นการตกแต่งบัญชีมูลค่า 400 ล้านบาท แต่ไม่หยิบยกกรณีซื้อถังก๊าซทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท มาพิจารณาด้วยทั้งที่มีพยานหลักฐานค่อนข้างชัดเจน โดยรายงานของผู้ตรวจสอบบัญชีระบุชัดว่า บริษัทผู้ผลิตถังก๊าซมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้บริหารบริษัทโรงงานบรรจุก๊าซ 18 โรง ขณะเดียวกันผู้บริหารปิคนิคได้ตั้งบริษัทประเมินค่าทรัพย์สินขึ้นตรวจสอบว่า การประเมินมูลค่าถังต่ำกว่าที่บันทึกไว้ในบัญชขีประมาณ 1,000 ล้านบาท ขณะที่ผู้ตรวจสอบบัญชีก็ไม่มั่นใจว่า ปริมาณถังที่บันทึกไว้ว่ายังมีมูลค่าอีกกว่ 1,000 ล้านบาทมีอยู่จริงหรือไม่ ทั้งนี้ทางปิคนิคเคยชี้แจงถึงการซื้อถังก๊าซมูลค่ากว่า2,000 ล้านบาท ต่อตลาดหลักทรัพย์ว่ามีการซื้อขายส่งมอบถังกันจริง แต่เมื่อผลปรากฏว่ามัการตัดมูลค่าถังก๊าซออกจากบัญชีถึง 1,000 ล้านบาท ทำไมตลาดหลักทรัพย์จึงไม่ดำเนินการใด ๆ กับปิกนิกในข้อหาแจ้งข้อมูลเท็จ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า เงินประมาณ 3,000 ล้านบาทไหลออกจากปิคนิคไปยังบริษัทผู้ผลิตถังกําซทั้งสองแห่งในรูปค่าซื้อถังก๊าซ แต่กลับไม่มีถังก๊าซให้ตรวจสอบหรือไม่มีการส่งมอบ แล้วเงิน 3,000 ล้านนั้นอัตรธานไปอยู่ที่กระเป๋าใึครจำได้ว่า กษิต ภิรมย์ อดีต รมว.ต่างประเทศ เคยพูดเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับ ทักษิณ ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ เป็นเพราะได้เห็นกับตาได้ยินกับหูในวันที่เป็นทูตอยู่ประเทศหนึ่งแล้วมีหน้าที่ต้อนรับผู้นำประเทศ โดยระหว่างนั่งรถยนต์ไปด้วยกัน ก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์จากคนเป็นนายกรัฐมนตรีโทรศัพท์สั่งซื้อหุ้นในช่วงที่กำลังจะเดินทางไปพบผู้นำประเทศนั้น ในขณะที่บอกกับคนไทยว่าเลิกยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจทุกอย่างแล้วใช้ความเป็นผู้นำประเทศ พ่วงผลประโยชน์ทางธุรกิจกษิต แฉ โทรสั่งซื้อหุ้นข้ามประเทศ ผลประโยชน์ทับซ้อน